Page 69 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 69
B4
การทำนาย BI-RADS ของก้อนคลำได้ที่เต้านมโดยใช้ลักษณะภาพอัลตราซาวด์
เพื่อจัดคิวตรวจแมมโมแกรม
แพทย์หญิงสาริศา ทินอยู่ และ ดร.นพ.ธานินทร์ โลเกศกระวี
โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง เขตสุขภาพที่ 1
ประเภท วิชาการ
ความสำคัญของปัญหา
มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการป่วยและเสียชีวิตด้วยมะเร็งในสตรีทั่วโลก ซึ่งมาตรฐาน
ในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมคือการตรวจแมมโมแกรม แต่มีข้อจำกัดในการส่งตรวจได้เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่
ที่มีรังสีแพทย์เท่านั้น โดยรังสีแพทย์รายงานผลตรวจแมมโมแกรมตามแนวทาง BI-RADS (Breast Imaging-
Reporting and Data System) ของ ACR (American College of Radiology) ปัจจุบันมีการส่งตรวจแมมโมแกรม
เป็นจำนวนมากทำให้คิวรอตรวจนานเกือบ 5 เดือน ในโรงพยาบาลลำปางพบว่าเกือบ 40% ของผู้ป่วยมะเร็ง
เต้านมได้รับการวินิจฉัยล่าช้าจากปัญหาดังกล่าว กลุ่มงานรังสีวิทยาได้จัดระบบคิวแมมโมแกรมเร่งด่วนหรือ
คิวปูแดงภายใน 4 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ตรวจร่างกายคลำพบก้อนสงสัยมะเร็งเต้านม แต่เกือบครึ่งหนึ่ง
เป็นเพียงถุงน้ำหรือก้อนเนื้อธรรมดา หมายความว่า ผู้ป่วยรายนั้นไม่เร่งด่วนจริง หากแพทย์สามารถใช้เครื่อง
อัลตราซาวด์ซึ่งมีอยู่ทุกโรงพยาบาลชุมชนตรวจก้อนคลำได้ที่เต้านมก่อนเบื้องต้นน่าจะนำมาใช้แยกกลุ่มผู้ป่วย
และจัดคิวตรวจแมมโมแกรมได้เหมาะสมมากขึ้น
วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาลักษณะภาพอัลตราซาวด์ของก้อนเต้านมที่มีคุณค่าในการทำนาย BI-RADS ได้แม่นยำ
นำมาใช้ในการตรวจเบื้องต้น และแยกกลุ่มผู้ป่วยตามโอกาสเกิดมะเร็งช่วยในการจัดคิวตรวจแมมโมแกรม
ได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
วิธีการศึกษา
งานวิจัยนี้เป็น diagnostic prediction research เก็บข้อมูลย้อนหลังแบบ Cross-sectional ศึกษา
ผลตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านมจากระบบ PACS ในผู้รับบริการซึ่งมาด้วยคลำพบก้อนเต้านม
ที่กลุ่มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลลำปางปี พ.ศ. 2564-2566 โดยมีเกณฑ์คัดเข้าคือ สตรีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่คลำ
พบก้อนเต้านมแล้วได้รับการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตราซาวด์ ส่วนเกณฑ์คัดออกคือผู้ป่วยที่มีผลพยาธิ
วิทยาก่อนตรวจแมมโมแกรม, BI-RADS 0 และ BI-RADS 6 นำผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์มาศึกษาภาพอัลตราซาวด์
ก้อนเต้านม 7 ลักษณะและคัดเลือกตัวแปรที่มีคุณค่าในการทำนาย BI-RADS มากที่สุดด้วยวิธี Stepwise
regression

