Page 80 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 80
B15
กลุ่มตัวอย่างคือ อสม.จำนวน 30 คน และบัดดี้ของ อสม. จำนวน 30 คน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง
จากโปรแกรม G*power เครื่องมือวิจัย ได้แก่ นวัตกรรมสื่อการสอนวงล้อรักเต้านม โมเดลเต้านม รวบรวม
ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามฯ, แบบบันทึก/สังเกต การทำกิจกรรมของ อสม., แบบประเมินความพึงพอใจของสื่อ
การสอนวงล้อรักเต้านม (ขออนุญาตใช้เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลแล้ว) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงเนื้อหา (content analysis) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ
Wilcoxon Signed Ranks Test ระยะที่ 4 การนำรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นไปใช้และประเมินผล (D2)
ถอดบทเรียนและปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบท ระยะที่ 5 อสม. นำรูปแบบที่ได้ไปใช้กับสตรี อายุ 30-70 ปี
ทุกคน(R3) ที่อยู่ในระแวกความรับผิดชอบของตนเอง โดยรูปแบบที่ได้ใช้ทฤษฎีการมีส่วนร่วมของโคเฮน
และอัฟฮอฟฟ์ (Cohen & Uphoff, 1977) ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม (Social Support Theory)
จัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการ Active Learning และทฤษฎีความสามารถของตนเอง (Self
Efficacy Theory)
ผลการศึกษา
จากการศึกษาปัญหาการดำเนินงานการคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ผ่านมาผู้ให้ข้อมูล คือเจ้าหน้าที่
รับผิดชอบงานมะเร็งเต้านมของอำเภอหนองมะโมง พบว่า ส่วนใหญ่จะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง
เต้านม และทบทวนวิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเองให้กับ อสม. แต่ไม่มีการวัดผลของความรู้และทักษะการตรวจ
เต้านมด้วยตนเอง อสม.ขาดความมั่นใจในการถ่ายทอดความรู้ ขาดสื่อการสอนที่น่าสนใจ และสตรี
กลุ่มเป้าหมายไม่ให้ความสำคัญและความสนใจเท่าที่ควร รูปแบบการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในชุมชนฯ
ที่พัฒนาขึ้นนี้ มีการพัฒนาสื่อการสอนนวัตกรรม “วงล้อรักเต้านม” ซึ่งเคยมีการดำเนินการในปีงบประมาณ
2565 และได้นำมาปรับรูปแบบใหม่ตามข้อเสนอแนะของ อสม. โดยเพิ่มขนาดตัวอักษรและรูปภาพ ผลการ
ประเมินความพึงพอใจของการใช้นวัตกรรมวงล้อรักเต้านมอยู่ระดับมากที่สุด ในหัวข้อ ใช้งานง่าย, ส่งเสริมให้
กลุ่มเป้าหมายมีความสนใจมากยิ่งขึ้น และเป็นสื่อการสอนที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายมีความเข้าใจวิธีการตรวจ
เต้านมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการ โปรแกรมฝึกปฏิบัติงานภาคสนามของ อสม.
มีกิจกรรมเพิ่มการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีกิจกรรมกระตุ้นเตือนให้ตรวจเต้านม โดย อสม. เป็นบุคคลที่
สตรีกลุ่มเป้าหมาย อายุ 30-70ปี ให้ความเคารพนับถือ และไว้วางใจ และเปิดโอกาสให้ อสม. มีส่วนร่วม
ตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติการร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมประเมินผลหลังได้รับรูปแบบฯที่พัฒนาขึ้น อสม.
และบัดดี้ของ อสม. มีความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง, มีการรับรู้ความสามารถ
ของตนเอง, มีการปฏิบัติพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และมีทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง
มีคะแนนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพัฒนารูปแบบการจัดเก็บข้อมูลของสตรี
กลุ่มเป้าหมายลงใน Google ฟอร์ม และมีการจัดทำ Line Official Account เพื่อกระตุ้นเตือนให้ตรวจเต้านม
ด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน จากการถอดบทเรียน การมีโปรแกรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการทำให้มีความรู้
และทักษะการตรวจเต้านม แต่การมีโปรแกรมฝึกปฏิบัติงานภาคสนามของ อสม .ทำให้สร้างความเชื่อมั่น
และสร้างความมั่นใจให้กับ อสม. ในการออกไปให้ความรู้ฯและฝึกทักษะการตรวจเต้านมแบบเชิงรุก นอกจากนี้

