Page 81 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 81

B16

                  ยังเป็นกิจกรรมที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง อสม. สามารถอธิบายและสาธิตการตรวจ

                  เต้านมให้บัดดี้เข้าใจและบัดดี้ฝึกปฏิบัติได้ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ตรวจเต้านมด้วยตนเองได้ ถือว่าเป็น
                  กิจกรรมที่ดี เป็นการเพิ่มการรับรู้ความสามารถของตนเอง นอกจากนี้มี กลุ่ม Line Official  Account รักเต้านม

                  ซึ่งเป็นกิจกรรมกระตุ้นเตือนให้ตรวจเต้านม และเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีความเป็นส่วนตัว

                  อภิปรายผล

                         การพัฒนารูปแบบการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของ อสม. ได้รับการ

                  พัฒนาขึ้นมา โดยนำแนวคิดทฤษฎีการมีส่วนร่วมของโคเฮน และอัฟฮอฟฟ์ (Cohen & Uphoff, 1977) โดยให้
                  อสม. มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติการ ร่วมรับผลประโยชน์ ร่วมประเมินผล จนได้รูปแบบที่มีแนวทาง

                  ชัดเจน เป็นรูปแบบของตนเอง เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ มีนวัตกรรมสื่อการสอน วงล้อรักเต้านมซึ่งสามารถ
                  ใช้ในการให้ความรู้ และฝึกทักษะในการตรวจเต้านมได้ เหมาะสมกับทุกกลุ่มอายุ เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมี

                  คะแนนเฉลี่ยผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรม อยู่ระดับมากที่สุด ในหัวข้อใช้งานง่าย ส่งเสริม

                  ให้กลุ่มเป้าหมายมีความสนใจมากยิ่งขึ้น และเป็นสื่อการสอนที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายมีความเข้าใจวิธีการตรวจเต้า
                  นมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของ เมธา พันธ์รัมย์(2557) ศึกษาเรื่อง การประเมินรูปแบบการตรวจ

                  คัดกรองมะเร็งเต้านม โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข อําเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์
                  นอกจากนี้การใช้ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม (Social Support Theory) โดยเลือกเป็น อสม. เนื่องจากเป็น

                  บุคคลที่สตรีกลุ่มเป้าหมาย อายุ 30-70 ปี ให้ความเคารพนับถือ และไว้วางใจ ส่งผลให้หลังการใช้รูปแบบฯ

                  อสม. และบัดดี้ของ อสม. มีความรู้ฯ อยู่ระดับสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
                  .001 (p=.000 ) และทำให้บัดดี้ของ อสม. มีระดับการปฏิบัติพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง หลังการใช้

                  รูปแบบฯ ( =31.83   S.D.= 5.193) อยู่ในระดับมาก ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ

                  .05 (p=.018 ) สอดคล้องกับการศึกษาของ สุนันทินี ศรีประจันทร์(2565) เรื่อง ผลของโปรแกรมการ
                  ประยุกต์ใช้ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมต่อการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกัน

                  โรคมะเร็งเต้านมของสตรีอายุ 30-55 ปี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น การใช้รูปแบบการตรวจคัดกรองมะเร็ง

                  เต้านมในชุมชนฯ เป็นการดำเนินงานแบบเชิงรุกโดยจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการ Active Learning ทำให้
                  อสม. และบัดดี้ของ อสม. มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่งผลให้ อสม. และบัดดี้ของ อสม. หลังการใช้รูปแบบฯ

                  มีทักษะในการตรวจเต้านม อยู่ระดับสูง มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.010,
                  p=.000 ) สอดคล้องกับการศึกษาของ จุราภรณ์ ปฐมวงษ์(2563) ศึกษาเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้

                  เชิงรุก (Active learning) เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดสนทนาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

                  สรุปและข้อเสนอแนะ

                         การให้ อสม. มีส่วนร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติการร่วมรับผลประโยชน์ ร่วมประเมินผลทำให้ลดช่องว่าง

                  ระหว่าง อสม.กับเจ้าหน้าที่ ทำให้ อสม. กล้าที่จะบอกปัญหาและเสนอความคิดเห็นตลอดจนเสนอแนะในการ
                  พัฒนาต่าง ๆ จนได้รูปแบบที่มีแนวทางชัดเจน เป็นรูปแบบของตนเอง เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ ตลอดจน

                  การจัดโปรแกรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการ และพัฒนาโปรแกรมฝึกปฏิบัติงานภาคสนามของ อสม. เพื่อฝึกฝน
   76   77   78   79   80   81   82   83   84   85   86