Page 1077 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 1077
Y9
จากการนำเสียงบกพร่อง 1 ราย และสูญเสียการได้ยินถาวร 9 ราย (ประสาทหูเสื่อมข้างเดียว 3 ราย, ประสาท
หูเสื่อมสองข้าง 6 ราย) คิดเป็นอุบัติการณ์ 0.56 ต่อ 1,000 ทารกแรกเกิดมีชีพ ด้านการฟื้นฟู มีทารกที่สูญเสีย
การได้ยินถาวรเพียง 4 รายที่ได้รับเครื่องช่วยฟังและเริ่มใช้งานในช่วงอายุ 8-12 เดือน ส่วนอีก 1 รายได้รับ
การรักษาตามความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง (ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่) และ 3 รายอยู่ในกลุ่มสูญเสียการได้ยินน้อย
แพทย์จึงนัดติดตามอาการปีละ 1 ครั้ง และมี 2 ราย ไม่มาตรวจติดตามตามนัด
อภิปรายผล
โครงการตรวจคัดกรองการได้ยินทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมุทรสาครในช่วงปี พ.ศ. 2564 ถึง 2566
ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของ JCIH ในหลายตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ อัตราการครอบคลุมการตรวจคัดกรอง
การได้ยิน (เฉลี่ย 71.62%) และอัตราการตรวจคัดกรองไม่ผ่านครั้งแรก (เฉลี่ย 10.83%) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
ที่แนะนำ (<4%) นอกจากนี้ อัตราการกลับมาตรวจคัดกรองการได้ยินซ้ำยังอยู่ในระดับต่ำ (เฉลี่ย 36.56%)
ส่งผลให้การวินิจฉัยการสูญเสียการได้ยินล่าช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน (วินิจฉัยเฉลี่ย 9.32 เดือน)
และการฟื้นฟูการได้ยินด้วยเครื่องช่วยฟังก็ล่าช้าตามไปด้วย (เฉลี่ย 12 เดือน) สาเหตุมาจากในช่วงปี พ.ศ. 2564
มีการระบาดของโรค COVID-19 จึงทำให้การขึ้นไปตรวจคัดกรองที่หอผู้ป่วยเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อสถานการณ์
ดีขึ้นทำให้แนวโน้มการตรวจคัดกรองดีขึ้นในปีถัดไป แต่ก็ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ JCIH แนะนำ สาเหตุมาจาก
จำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอทำให้ตรวจคัดกรองได้เฉพาะวันและเวลาทำการ จึงต้องนัดหมายทารกให้มาตรวจ
อีกครั้ง แต่เนื่องจากในปัจจุบันสัดส่วนทารกต่างต่างคิดเป็นร้อยละ 60 ร่วมกับความตระหนักรู้ของผู้ปกครอง
เรื่องการสูญเสียการได้ยินยังน้อย จึงทำให้ผู้ปกครองไม่ได้นำทารกมาตรวจตามนัดหมาย ส่งผลให้ตัวชี้วัดอื่น ๆ
ไม่เป็นไปตามคำแนะนำของ JCIH ร่วมด้วย
อุบัติการณ์ของการสูญเสียการได้ยินถาวรในทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลสมุทรสาครอยู่ที่ 0.56 ราย
ต่อทารกแรกเกิด 1,000 ราย ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานอุบัติการณ์ทั้งในและต่างประเทศ (Chouyboonchum et al.,
2022; Chumjam, 2012; WHO, 2020) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านบุคลากรและลักษณะประชากรในพื้นที่
(ทารกต่างชาติ) เป็นปัจจัยท้าทายต่อการดำเนินงานโครงการให้บรรลุตามเป้าหมาย
ข้อเสนอแนะ
เพื่อพัฒนาโครงการตรวจคัดกรองการได้ยินของโรงพยาบาลสมุทรสาครให้มีประสิทธิภาพและเป็นไป
ตามมาตรฐาน JCIH ควรมีการดำเนินการดังนี้ 1) เพิ่มอัตราการครอบคลุมการตรวจคัดกรองโดยการจัดสรร
บุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจคัดกรองในทุกวัน รวมถึงวันหยุด และเพิ่มความตระหนักรู้แก่ผู้ปกครอง
เกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจคัดกรองการได้ยิน 2) ลดอัตราการตรวจคัดกรองไม่ผ่านครั้งแรกเช่น ปรับปรุง
สภาพแวดล้อมในการตรวจให้ลดเสียงรบกวน และพิจารณาปรับแนวทางการตรวจคัดกรองเช่น การตรวจซ้ำอีก
ครั้งก่อนออกจากโรงพยาบาล 3) เพิ่มอัตราการกลับมาตรวจคัดกรองซ้ำ: พัฒนาระบบการติดตามนัดหมาย
ที่มีประสิทธิภาพเพื่อติดตามให้ทารกกลับมาตรวจซ้ำอีกครั้ง 4) ลดระยะเวลาการวินิจฉัย: นำแนวทางการตรวจ
วินิจฉัยที่ไม่ต้องใช้ยาระงับประสาทมาใช้ (Fuhrman, S., & Kamat, A., 2024) หรือหากจำเป็นต้องใช้
ควรมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนและปลอดภัยโดยควรวางแนวทางปฏิบัติร่วมกันโดยทำงานเป็นสหวิชาชีพ

