Page 485 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 485
K10
ด้านสุขภาพ และการดูแลตรวจเช็คสุขภาพตนเองเบื้องต้นได้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบและ
ศึกษาประสิทธิผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถ
ดูแล ตนเองอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอโดยการมีส่วนร่วมของสถานีสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วย ปลอดภัย
จากภาวะแทรกซ้อน ไม่ให้เกิด ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้สถานีสุขภาพและ
การมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ในด้านความรู้
เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวาน
3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติ ต่อการใช้รูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วย
เบาหวาน
วิธีการศึกษา
การวิจัยแบบปฏิบัติการ(Action Research) นี้เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบ
การควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้สถานีสุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน ในเขตพื้นที่
อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มพัฒนารูปแบบ โดยเลือก
แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 25 คน 2. กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มารับบริการในคลินิกพิเศษ
ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เดือน สิงหาคม พ.ศ.2567 - กันยายน พ.ศ.2567 ทั้งหมด 44 คน
ซึ่งนำมาคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยกำหนดขนาดอิทธิพล (effect size) เท่ากับ 0.50 จากนั้นนำไปคำนวณ
โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ของ (Krejcie & Morgan,1970) มีความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ไม่เกิน 0.05
ระดับความเชื่อมั่น เท่ากับ 3.841 ดังนั้นได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 39.57 ผู้วิจัยจึงปรับกลุ่มตัวอย่างเป็น
จำนวนทั้งสิ้น 40 คน วิธีการเก็บข้อมูล มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นดำเนินการทดลองและ
ขั้นประเมินผลการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และสถิติอนุมานได้แก่ Paired t-test
ผลการศึกษา
ผลการศึกษาพบว่าเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคเบาหวานและพฤติกรรมการปฏิบัติตัว
หลังเข้ารับรูปแบบสูงกว่าก่อนได้รับรูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < .001) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย
ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า (FBS) และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (A1C) พบว่า หลังได้รับรูปแบบการ
ควบคุมระดับน้ำตาล มีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาล ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < .001) ความพึงพอใจ
̅
ของผู้ป่วยและญาติหลังได้รับรูปแบบมีระดับความพึงพอใจในระดับสูง ( =4.40) คิดเป็นร้อยละ 88 และ
̅
( =4.77) คิดเป็นร้อยละ 95.4 ตามลำดับ

