Page 486 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 486

K11



                  การอภิปรายผล
                         หลังการใช้รูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ มีความรู้เฉลี่ย

                  พฤติกรรมการดูแลตนเอง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและ

                  ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติอยู่ในระดับสูง โดยการใช้รูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน
                  โดยใช้สถานีสุขภาพ และการมีส่วนร่วมของชุมชน อ.บรบือ จ.มหาสารคาม โดยผู้วิจัยสร้างจากการทบทวน

                  วรรณกรรมร่วมกับการใช้แนวคิดทฤษฎีของ (Cohen & Uphoff ,1980) เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ โดยให้กลุ่ม

                  ทดลองระบุเป้าหมายและวางเผน ขั้นตอน วิธีการจัดการพฤติกรรมในการดูแลตนเอง และทักษะการดูแลตนเอง
                  เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้มี 4 ด้าน ได้แก่ การคุมอาหาร การออกกำลังกาย

                  การใช้ยา การจัดการอารมณ์หรือความเครียด  โดยมุ่งเน้นพฤติกรรมด้านที่กลุ่มทดลองปฏิบัติไม่เหมาะสม
                  จากข้อมูลการประเมินก่อนเข้ารับรูปแบบ  และแนะนำฝึกทักษะในการเจาะเลือดตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วย

                  ตัวเองที่บ้านหรือเข้ารับการเจาะเลือดตรวจที่สถานีสุขภาพใกล้บ้าน โดยมีสื่อประกอบดังนี้ คู่มือการดูแลผู้ป่วย
                  เบาหวาน  แนะนำช่องทางสื่อสารเพิ่มเติมเช่น Application Line   สมุดจดบันทึกระดับน้ำตาล ในการเก็บ

                  รวบรวมข้อมูล ในเดือน ธันวาคม – มกราคม พ.ศ.2568 เมื่อสงสัยว่ามีอาการผิดปกติกับตนเอง มีการสะท้อน

                  ตนเอง เป็นการประเมินตนเองของบุคคลเกี่ยวกับสิ่งที่ลงมือปฏิบัติว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตนเองกำหนดไว้
                  หรือไม่  จุดเด่น จุดด้อย ของตนเอง เพื่อประเมินผลและเสริมแรง เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างเกิดแรงจูงใจในการ

                  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองต่อไป  สอดคล้อง กับผลการศึกษาของ  กนกวรรณ ด้วงกลัดและคณะ

                  (2563) ได้ศึกษาโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ ผลการศึกษา
                  พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคเบาหวาน ความตระหนักรู้ในโรคเบาหวาน ทักษะการจัดการ

                  ตนเองและพฤติกรรมการจัดการตนเองในการควบคุมโรคเบาหวาน มากกว่าก่อนการทดลองและมากกว่ากลุ่ม

                  เปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .001) ค่าเฉลี่ยค่าน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง
                  (FBS) ของกลุ่มทดลองลดลงจากก่อนการทดลองและลดลงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                  (p-value < .001)  สอดคล้องกับศิรินทรา ด้วงใส(2560) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง
                  แบบ 5 เอ ต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยความโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ พบว่า

                  คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองภายในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองสูง

                  กว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองหลังได้รับ
                  โปรแกรมสนับสนุนการจัดการคนเองในกลุ่มทคลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสูงกว่ากลุ่มควบคุม

                  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                  สรุปและข้อเสนอแนะ

                         ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ ได้แก่ พยาบาลปฐมภูมิและเจ้าหน้าที่คลินิกโรคเรื้อรัง ควรมีการจัดอบรม
                  ให้ความรู้และสนับสนุนให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้  สามารถตรวจน้ำตาลด้วยตนเองหรือ

                  ที่สถานีสุขภาพใกล้บ้าน  เพื่อจะได้ รับทราบสุขภาวะของตนเองเบื้องต้น  ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

                  ลดภาวะแทรกซ้อน และลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
   481   482   483   484   485   486   487   488   489   490   491