Page 490 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 490
K15
ผลของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพทางการพยาบาล ต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ
และระดับความดันโลหิต ในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
นางพัชรี เพ็งสุพรรณ์นางศุภรัตน์ เอื้ออนุวงศ์และ น.ส.อัญญพัชร์ สุขกล้า
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เขตสุขภาพที่ 2
ประเภท วิชาการ
ความสำคัญของปัญหาวิจัย
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ขนาด 620 เตียง จากรายงานประจำปี ปี 2563-65
ผู้รับบริการผู้ป่วยนอกมีจำนวน 631,327 687,998 และ 978,733 ราย ตามลำดับ โดยคิดเป็น 2,192 2,365
และ 3,387 รายต่อวัน ตามลำดับ พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เป็นอันดับแรกของผู้ป่วยนอกทุกปี จำนวน
28,805 (ร้อยละ 4.6) 26,186 (ร้อยละ 3.8) และ 24,740 ราย (ร้อยละ 2.5) ตามลำดับ การวิจัยเชิงสำรวจ
แบบภาคตัดขวางกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 102 คน พบกลุ่มตัวอย่างมีระดับความรอบรู้
ด้านสุขภาพในระดับต่ำ (ร้อยละ 59.8) มีระดับพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 68.6) และ
ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมสุขภาพ (r=0.279, p=0.004)
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital technology) เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับพยาบาลในยุคศตวรรษที่ 21
เพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยทั้งขณะที่อยู่ในสถานบริการสุขภาพและต่อเนื่องจนถึงบ้าน
รวดเร็ว มีคุณภาพ และปลอดภัย ช่วยให้เกิดนวัตกรรมการบริการใหม่ที่สร้างสรรค์ เช่น การใช้แอปพลิเคชั่น
ไลน์ในโปรแกรมการสนับสนุนและให้ความรู้ตามแนวคิดของโอเร็มเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ในผู้ป่วยความดันโลหิต
สูงที่ควบคุมไม่ได้ วัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มารับบริการ ตรวจรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก พบว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรม
กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (p < .001) ค่าเฉลี่ย
ระดับความดันโลหิตซีสโตลิกกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และค่าเฉลี่ยระดับ
ความดันโลหิตไดแอสโตลิก หลังได้รับโปรแกรม ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (p <.05
และ p <.001 ตามลำดับ) ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพทางการพยาบาล
ในการให้บริการสุขภาพผู้รับบริการกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงตามมาตรฐานการพยาบาล ตามบทบาทพยาบาล
วิชาชีพในการจัดการโรคเรื้อรังภายใต้รูปแบบการดูแลโรคเรื้อรัง (Chronic Care Model: CCM) ซึ่ง จะช่วย
ให้ผู้รับบริการที่มีความดันโลหิตสูงได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ลดโอกาสเสี่ยงต่อเกิด
ภาวะแทรกซ้อน
วัตถุประสงค์การศึกษา
เพื่อเปรียบเทียบความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และระดับความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง
ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพทางการพยาบาลและ
เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ก่อนและหลังการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพ
ทางการพยาบาล

