Page 672 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 672
P4
ระบบติดตามและการจัดการความปวดหลังผ่าตัดแบบเรียลไทม์ (BRH-Pain Tracking Real-Time)
นางสาวศิริวรรณ อาจบุราย
โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เขตสุขภาพที่ 9
ประเภท นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์
ความสำคัญของปัญหา
คลินิกระงับปวด กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ได้ดำเนินการให้บริการดูแลผู้ป่วย
ภายหลังการผ่าตัดที่มีอาการปวดเฉียบพลันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565–2567 โดยมีจำนวนผู้รับบริการ
รวมทั้งสิ้น 1,630 ราย แบ่งเป็น 357 รายในปี 2565, 360 รายในปี 2566 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 913 ราย
ในปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลภายใต้ระบบการระงับปวด
แบบใช้เทคนิคพิเศษ ได้แก่ การให้ยาทางหลอดเลือดดำผ่านเครื่องควบคุมการให้ยา (IV PCA), การใช้สายระงับ
ปวดบริเวณช่องไขสันหลัง (Epidural catheter) และการให้ยา Opioid ทางช่องไขสันหลัง (Spinal MO)
บริการดังกล่าวเน้นการดูแลอย่างใกล้ชิดภายในช่วง 2–3 วันแรกหลังผ่าตัด โดยมุ่งป้องกันภาวะแทรกซ้อน
และปรับแผนการพยาบาลให้สอดคล้องกับอาการและระดับความปวดของผู้ป่วยแบบเฉพาะราย อย่างไรก็ตาม
จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเทคนิคพิเศษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า ในขณะ
ที่อัตรากำลังของวิสัญญีพยาบาลยังคงเดิม ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการบันทึกข้อมูลการเยี่ยมและติดตามอาการ
ของผู้ป่วยที่ขาดความต่อเนื่องและเป็นระบบ ผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความไม่แม่นยำในการประเมินระดับ
ความปวด ความล่าช้าในการปรับขนาดหรือชนิดของยาเพื่อระงับปวด รวมถึงความเสี่ยงในการพลาดสัญญาณ
เตือนของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและไม่เป็นระบบยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการ
วางแผนการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและตรงตามเป้าหมายการระงับปวด ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายยังคงมีอาการ
ปวดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพการฟื้นตัวภายหลังการผ่าตัด และไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน
การดูแลผู้ป่วยตามแนวปฏิบัติที่พึงประสงค์ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบบันทึกและติดตาม
ข้อมูลการระงับปวดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการประเมิน องค์ประกอบการตัดสินใจ และการวางแผน
ทางการพยาบาลที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง
วัตถุประสงค์การศึกษา
เพื่อพัฒนาระบบบันทึกและติดตามการระงับปวดภายหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับยาเทคนิคพิเศษ
โดยพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันต้นแบบผ่านแพลตฟอร์ม AppSheet ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือ
และแท็บเล็ต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบันทึกข้อมูลแทนระบบเดิมที่ใช้กระดาษ และสามารถรายงานข้อมูล
ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การประเมินและจัดการความปวดมีความแม่นยำ ทันท่วงที และต่อเนื่องยิ่งขึ้น
วิธีการศึกษา
การวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development: R&D) ซึ่งสามารถแบ่งกระบวนการดำเนินงาน
ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

