Page 779 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 779
T6
4.3 ด้านทีมผู้ดูแล
- บุคลากรมีทักษะในการดูแลแบบองค์รวมเพิ่มขึ้น และรู้สึกมีความสุขในการทำงานมากขึ้น เนื่องจาก
คิดว่าเป็นการทำบุญ ได้สะสมบุญ
- การทำงานร่วมกันเป็นทีมแบบประสานพลังระหว่างทางการแพทย์และทางธรรม ช่วยลดความเครียด
ของทีมดูแลได้
5. อภิปรายผล
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่านวัตกรรม “การแพทย์รักษากาย ธรรมะรักษาใจ เพื่อการหลุดพ้น”
เป็นรูปแบบการดูแลที่ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยในระยะท้ายได้อย่างครบถ้วนในมิติกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่เน้นการดูแลคุณภาพชีวิต
มากกว่าการยืดชีวิตโดยไม่จำเป็น
การบูรณาการหลักธรรมะเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ช่วยลดภาวะทุกข์ของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย
และจิตใจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมะเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็น
ความจริงของชีวิตและยอมรับการจากไปได้ด้วยจิตที่สงบ ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัย ของรัชฎาพร
แนบเนียด, กิตติยาพร จันทร์ชม, ทัศนีย์ ทองประทีป, พัชรีย์ พรหทสิงห์ และ สุขสันติ งามแก้ม และดร.บำเพ็ญจิต
แสงชาติ ที่ระบุว่าการบำบัดด้วยจิตวิญญาณ (spiritual care) ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของครอบครัว
และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยระยะท้าย นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของเครือข่ายจิตอาสา ผู้ดูแล ผู้ปฏิบัติธรรม
และทีมสหวิชาชีพเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้นวัตกรรมนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ของการดูแล
อย่างใส่ใจ ความเมตตา การสื่อสาร การตัดสินใจร่วม และการสนับสนุนทางวัตถุและอารมณ์ ทำให้กระบวนการ
“การหลุดพ้น” ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ป่วยเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งผู้ป่วย ผู้ดูแล และผู้ปฏิบัติธรรม
6. สรุปและข้อเสนอแนะ
นวัตกรรม “การแพทย์รักษากาย ธรรมะรักษาใจ เพื่อการหลุดพ้น” เป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
ที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับบริบทของวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีพื้นฐานของพุทธศาสนาเป็นแกนกลาง
โดยนวัตกรรมนี้ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบองค์รวม ลดความทุกข์ทางกายและจิตใจ พร้อมนำไปสู่ภาวะ
แห่งการยอมรับ และการจากไปอย่างสงบ
การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว และผู้ป่วยมีความเข้าใจร่วมกัน
ในการใช้ธรรมะเป็นเครื่องประคับประคองใจ จิตวิญญาณของผู้ป่วยจะได้รับการเยียวยา และการดูแลในวาระ
สุดท้ายของชีวิตจะเปลี่ยนจาก “ความกลัว” เป็น “ความเข้าใจ”
ควรส่งเสริมนวัตกรรมนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในสถานบริการสุขภาพ
โดยเฉพาะสถานชีวาภิบาลและแผนก palliative care และควรจัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์
และอาสาสมัครให้มีทักษะด้านการใช้ธรรมะเพื่อการประคับประคองจิตใจผู้ป่วย

