Page 356 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 356
G22
วิธีการศึกษา
รูปแบบการวิจัย เป็นแบบ Quasi-experimental (การวิจัยกึ่งทดลอง) แบบวัดก่อนและวัดหลังการ
ทดลองกลุ่มเดียว (Pretest – Posttest Only One Group Design) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) คือ พยาบาล
วิชาชีพ/นักวิชาการสาธารณสุขในเครือข่ายอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ที่ดูแลผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอ ที่
ยินยอมเข้าร่วมโครงการ ช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2568 จำนวน 30 คน คัดเลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง
ตอนที่ 2 แบบวัดความรู้การดูแลผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอ
ตอนที่ 3 แบบวัดความเข้าใจการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอ
ตอนที่ 4 แบบประเมินความพึงพอใจ
ผลการศึกษา
ผลการศึกษา ในกลุ่มเครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอเมืองหนองคาย ที่ศึกษา 30 คน พบว่า
ก่อนให้ความรู้การดูแล มีคะแนนความรู้เฉลี่ย 8.87 คะแนน (S.D.= 1.01) และหลังให้ความรู้การดูแล มีคะแนน
ความรู้เฉลี่ย 9.73 คะแนน (S.D.= 0.64) ผลการเปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลังให้ความรู้ในการดูแล
พบว่า หลังให้ความรู้การดูแล กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001)
โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.87 คะแนน และการเปรียบเทียบการปฏิบัติก่อนให้ความรู้การดูแล พบว่า
มีคะแนนการปฏิบัติเฉลี่ย 8.60 คะแนน (S.D.= 1.28) และหลังให้ความรู้การดูแล มีคะแนนการปฏิบัติเฉลี่ย
9.53 คะแนน (S.D.= 0.97) ผลการเปรียบเทียบคะแนนการปฏิบัติก่อนและหลังให้ความรู้การดูแล พบว่า
หลังให้ความรู้การดูแล กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value 0.003)
โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.93 คะแนน ระดับความพึงพอใจโดยรวม ค่าเฉลี่ยก่อน = 4.70 ค่าเฉลี่ยหลัง =
4.83 คะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้น = 0.1 ค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก ถึงมากที่สุด อัตราการ
กลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วยใสท่อหลอดลมคอภายใน 28 วันของผู้ป่วย ตัวชี้วัด เป้าหมาย น้อยกว่า 5% เดือน
ธันวาคม 2567 ถึง กุมภาพันธ์ 2568 เท่ากับ 4.76 % พบ 2 คน ในผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอ ทั้งหมด 42 คน
อภิปรายผล
จากผลการวิจัยที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้และการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(p-value <0.001 และ 0.003 ตามลำดับ) สะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการให้ความรู้สามารถเสริมสร้างศักยภาพ
ของผู้ดูแลและเพิ่มความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้ดี สอดคล้องกับงานวิจัยของ อารีย์ อาจหาญ (2563)
ที่พบว่าการให้ความรู้แก่ผู้ดูแลช่วยเพิ่มระดับความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอ
เช่นเดียวกับงานของ วิภาวี สุขเกษม และคณะ (2564) ที่สนับสนุนว่าการติดตามเยี่ยมบ้านร่วมกับการให้
ความรู้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและลดภาระของผู้ดูแล นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่พบว่าสื่อที่ใช้ในการให้ความรู้
สามารถช่วยให้ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับงานของ นพพร ธีระวุฒิ

