Page 528 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 528
K51
วัตถุประสงค์การศึกษา:
1. เพื่อลดอุบัติการณ์การดึงสายทางการแพทย์โดยไม่ตั้งใจ
2. เพื่อลดและป้องกันการบาดเจ็บจากการผูกยึดผู้ป่วยแบบดั้งเดิม
3. เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและญาติ
4. เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ราคาแพง
จากภายนอก
วิธีการศึกษา
ใช้แนวทาง การพัฒนานวัตกรรมเชิงปฏิบัติการ (Action Research for Innovation Development)
แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการป้องกันการดึงสายทางการแพทย์ของผู้ป่วย
ที่มีภาวะพึ่งพิงและมีประวัติการดึงสายทางการแพทย์ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลพรหมคีรี โดยรวบรวม
ข้อมูลจากเวชระเบียน การสัมภาษณ์บุคลากรทางการแพทย์ และการสอบถามผู้ดูแล พบว่าผู้ป่วยบางราย
ดึงสายโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ การต้องใส่สายใหม่ และเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย
ในการดูแล อีกทั้งวิธีการป้องกันที่ใช้ในปัจจุบัน เช่น การพันมือด้วยผ้าหรือการใช้สายรัด อาจทำให้เกิด
การระคายเคืองและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการดูแล จึงศึกษาสภาพปัญหาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนศึกษาคุณสมบัติของวัสดุที่สามารถนำมาใช้ได้จริง เช่น กระป๋องน้ำเกลือและผ้าขาวม้า จากนั้นนำมา
พัฒนาเป็นอุปกรณ์ต้นแบบ "ขาวม้ากันดึง"
ระยะที่ 2 พัฒนาและทดสอบอุปกรณ์ “ขาวม้ากันดึง” ตามหลัก PDCA ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1 Plan (วางแผน) มีการประชุมกับทีมสหวิชาชีพ ญาติผู้ดูแลและตัวแทนชุมชนเพื่อตรวจสอบแนว
ทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย ความสะดวกในการใช้งาน และต้นทุนต่ำ
แนวคิดที่ได้จากการประชุมคือการพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันการดึงสายโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นอย่างผ้าขาวม้า (นำมา
จากรถแห่ไม่ต้องซื้อ) ซึ่งมีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี ลดการอับชื้น มีต้นทุนต่ำและกระป๋องน้ำเกลือที่เหลือใช้
พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสนับสนุนจัดหาวัสดุและผลิตอุปกรณ์ ขั้นตอนที่ 2 Do
(ดำเนินการ) จัดทำอุปกรณ์โดยการใช้ผ้าขาวม้าเป็นวัสดุหลักมาเย็บผูกติดกับกระป๋องน้ำเกลือโดยให้กลุ่ม
อาสาสมัครหรือผู้ที่มีทักษะด้านการตัดเย็บภายในชุมชนร่วมกันผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อใช้กับกลุ่มผู้ป่วย
ที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีประวัติการดึงสาย ขั้นตอนที่ 3 Check (ตรวจสอบ) วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม
"ขาวม้ากันดึง" โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้งาน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่ม
ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีประวัติการดึงสายทางการแพทย์ จำนวน 5 ราย ที่ได้รับการทดลองใช้อุปกรณ์เป็น
ระยะเวลา 1 เดือนที่บ้านเปรียบเทียบจำนวนครั้งของการดึงสายก่อนและหลังใช้นวัตกรรม พบว่า ก่อนใช้
อุบัติการณ์การดึงสายอยู่ที่ 3 ครั้ง แต่หลังใช้อุบัติการณ์ลดลงเป็น 0 ครั้ง คิดเป็นอัตราการลดลงของการดึงสาย
100% แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถช่วยป้องกันการดึงสายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ทำการสำรวจ
ความพึงพอใจจากผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ โดยใช้แบบสอบถามระดับความพึงพอใจ พบว่า
คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 89% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่พึงพอใจต่อการใช้อุปกรณ์ ประเมินความแข็งแรง

