Page 76 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 76
B12
การลดอัตราการเสียชีวิตและการเกิดภาวะทุพพลภาพในเด็ก
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมโฟบลาสติก
แพทย์หญิงปริวันท์ ศรีพัฒนธาดาสกุล, แพทย์หญิงสุดารัตน์ ทัศนสุวรรณ และคณะ
โรงพยาบาลราชบุรี จังหวัดราชบุรี เขตสุขภาพที่ 5
ประเภท วิชาการ
ความสำคัญของปัญหา
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมโฟบลาสติก (acute lymphoblastic leukemia ; ALL)
เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วย ALL มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น sepsis, tumor lysis syndrome (TLS) และภาวะ
เลือดออกรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตกุมาร (PICU) การเข้ารักษาใน PICU ทำให้เพิ่มอัตรา
การเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อน รวมถึงยังเพิ่มภาระงานและค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล ดังนั้นการพัฒนา
กระบวนการดูแลเพื่อลดอัตราการการย้ายเข้า PICU จะช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและเพิ่มอัตราการรอดชีวิต
ของผู้ป่วยได้
ในปี พ.ศ. 2560-2564 พบอัตราการย้ายเข้ารักษาใน PICU และอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วย
เด็กโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแทรกซ้อนในช่วงที่เม็ดเลือดขาวต่ำหลังได้รับยา
เคมีบำบัด จึงได้ประชุมปรึกษาหารือถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข ได้จัดทำแนวทาง Best practice เพื่อลด
อัตราการย้าย PICU และลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วย ALL โดยจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย และ
รักษาภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลล์ต่ำ (CPG Febrile neutropenia)และจัดทำแบบบันทึก
สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตเมื่อมีการติดเชื้อ (early warning sign) ตามอายุผู้ป่วย ให้เป็นมาตรฐานในการดูแล
ผู้ป่วยเด็กในช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัด เริ่มทำที่หอผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง (หอผู้ป่วยกุมาร 2) โดยผู้รับผิดชอบหลัก
เป็นกุมารแพทย์โรคเลือดและมะเร็งเด็ก พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลหอผู้ป่วยกุมาร 2
วัตถุประสงค์
1. เพื่อลดอัตราการย้ายเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมาร และลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยเด็ก
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด ALL ภายใน 1 ปี
2. เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้มากกว่าร้อยละ 80
วิธีการศึกษา
1. การออกแบบการศึกษา : การศึกษาเชิงคุณภาพและปริมาณแบบ Before-After Study โดย
เปรียบเทียบอัตราการย้ายเข้า PICU และอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ALL ก่อนและหลังการนำแนวทาง
Best practice มาใช้
2. กลุ่มเป้าหมาย : ผู้ป่วยเด็กอายุ 1-15 ปีที่ได้รับการวินิจฉัย ALL และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชบุรี
3. Intervention : แนวทาง Best practice

