Page 980 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 980
U30
ผลการศึกษา
ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในไต
ก่อนและหลังได้รับการวางแผนจำหน่าย พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในไตมีค่าคะแนนคุณภาพชีวิต
ด้านร่างกายและค่าคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมหลังจำหน่าย 1 เดือน สูงกว่าก่อนผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ ระดับ 0.01 และพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในไตมีค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย
ด้านจิตใจและค่าคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมหลังจำหน่าย 6 เดือนสูงกว่าก่อนผาตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ 0.01 (P-value <.01) เมื่อติดตามผล KUB หลังจำหน่าย 1 เดือน และ หลังจำหน่าย 6 เดือน
ไม่พบเกิดนิ่ว จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 100
อภิปรายผล
ผลของการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในไต พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพชีวิต
โดยรวมหลังได้รับการดูแลตามการวางแผนจำหน่าย และติดตามเมื่อครบหลังจำหน่าย 6 เดือน สูงกว่าก่อน
ได้รับการวางแผนจำหน่ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 และเมื่อติดตามผล KUB หลังจำหน่าย
1 เดือน และ หลังจำหน่าย 6 เดือน ไม่พบเกิดนิ่ว เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย อธิบายได้ว่า ผู้ป่วยนิ่วในไต
ที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดจะพบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายจิตใจมีความวิตกกังวล
เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ดังนั้นระหว่างที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลผู้ป่วยจำเป็นจะต้อง
ได้รับการสอน ชี้แนะ เรียนรู้วิธีการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
และสามารถปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับภาวะความเจ็บป่วย โรคนิ่วในไต
เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ จึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องมีความรู้ในการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกัน
การเกิดนิ่วซ้ำ พยาบาลในฐานะผู้ดูแลจะต้องให้ความรู้ ความช่วยเหลือโดยใช้การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วย
ที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในไต สอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุรีรัตน์ กุลสุทธิ (2562) ได้ศึกษาผลการวางแผน
จำหน่ายต่อคุณภาพชีวิต และการทำงานของข้อในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โรงพยาบาล
เชียงรายประชานุเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มที่ควบคุม
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 และสอดคล้องกับผลการศึกษาของ คนึงนิจ ศีรษะโคตร
และคณะ (2565) ศึกษาการพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายแบบบูรณาการในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
ผลการวิจัย พบว่า ด้านญาติผู้ดูแล พบว่า ก่อนจำหน่าย ญาติผู้ดูแลกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความพร้อม
ในการดูแลและคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) แต่คะแนนเฉลี่ยความเครียด
จากการดูแลโดยตรงไม่แตกต่างกัน ส่วนภายหลังจำหน่าย 1 เดือนพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความพร้อม
ในการดูแลและคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) และมีคะแนนเฉลี่ย
ความเครียดจากการดูแลโดยตรง ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < .0 5 )
ด้านผู้ป่วย พบว่าทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่พบภาวะแทรกซ้อน ส่วนการกลับมารักษาซ้ำ
พบว่ากลุ่มควบคุมกลับมารักษาซ้ำ 2 รายในขณะที่กลุ่มทดลองไม่พบการกลับมารักษาซ้ำเพื่อการดูแลต่อเนื่อง
หลังการนำรูปแบบไปทดลองใช้ไม่พบผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน

