Page 985 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 985
V3
ผลการศึกษา
1. ได้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรค ประกอบด้วย
1.1) ระบบการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรค ได้แก่ จัดตั้งคณะทำงานวัณโรคระดับจังหวัด และ Case Manager
ประจำพื้นที่, เพิ่มช่องทางการสื่อสารเช่น Group LINE : เครือข่าย TB Nann, จัดทำแนวทางปฏิบัติการส่งต่อ
ผู้ป่วยที่ชัดเจน
1.2) เพิ่มความครอบคลุมในการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคได้แก่ การใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI), จัดทำ
แนวทางให้ง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ป่วยวัณโรคโดยการประสานงานกับสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
1.3) ลดการป่วยเป็นวัณโรคของกลุ่มเสี่ยงสูง โดยติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มีผล CXR ปกติและผลตรวจ
เสมหะพบเชื้อวัณโรค (B+) ให้ส่งตรวจ IGRA ถ้าผล IGRA positive ให้ยารักษาวัณโรคระยะแฝง (Latent TB),
ผล IGRA negative เฝ้าระวังและติดตามอาการทุก 6 เดือนใน 2 ปีแรก
1.4) เพิ่มความสำเร็จในการรักษาวัณโรคโดยเข้าร่วมโครงการตรวจ NAT2 Diplotype เพื่อลดภาวะตับ
อักเสบจากยาและการรักษาล้มเหลว
1.5) ลดเสียชีวิตของผู้ป่วยวัณโรคโดยการดูแลภาวะโภชนาการกลุ่ม BMI ต่ำ
2. ได้ผลลัพธ์ : อัตราการคัดกรองวัณโรคเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.6 เป็นร้อยละ 99.07, อัตราผลสำเร็จ
ของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 70.69 เป็นร้อยละ 90.33 อัตราตายลดลงจากร้อยละ 12.41
เป็นร้อยละ 6.08
3. ระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการเข้าถึงบริการประกอบด้วยมิติการเข้าถึงแหล่งบริการ
ความพร้อมในการให้บริการและการยอมรับ อยู่ในระดับมากที่สุด มิติความสามารถของผู้ใช้บริการในการจ่าย
ค่าบริการ และความเพียงพอ อยู่ในระดับมาก สรุปภาพรวมความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการเข้าถึงบริการการ
ดูแลผู้ป่วยวัณโรค Mean = 4.78, SD = 0.36 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด
อภิปรายผล
รูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่พัฒนาขึ้นโดยการเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชากร กลุ่มเสี่ยงวัณโรค
ทำให้อัตราการคัดกรองเพิ่มขึ้น อัตราผลสำเร็จของการรักษาเพิ่มขึ้นและอัตราตายลดลง สอดคล้องกับ
การศึกษาเรื่องโครงการปัญญาประดิษฐ์เพื่อการค้นหาวัณโรคเชิงรุกพบว่าหลังการพัฒนา อัตราความครอบคลุม
ของการค้นหาวัณโรคเพิ่มขึ้นจาก 86.12 เป็น 132.84 ต่อแสนประชากร การอ่านภาพรังสีทรวงอกของ AI
สอดคล้องกับแพทย์อย่างมีนัยสําคัญสถิติที่ระดับ .05 AI ช่วยค้นหาผู้ป่วยวัณโรคเบื้องต้นที่ไม่มีอาการเสมหะ
ไม่พบเชื้อมากกว่าพบเชื้อ 5 เท่า (เศษฐวิชช์ ศิริวัฒน์และคณะ, 2564) และการศึกษาการพัฒนาระบบการดูแล
รักษาผู้ป่วยวัณโรคจังหวัดมหาสารคาม พบว่าระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคที่พัฒนาขึ้นมามีความชัดเจน
สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จากการประเมินมาตรฐานโรงพยาบาลคุณภาพการดูแลรักษาวัณโรคผ่านเกณฑ์
ประเมินร้อยละ 90 และความพึงพอใจผู้ป่วยวัณโรคต่อการดูแลรักษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
(X = 4.80, SD = 0.41) (สายพิน ทองคำและคณะ, 2567)

