Page 211 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 211
E9
ผลการศึกษา
ก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เฉลี่ย เท่ากับ 16.82 คะแนน หลังการทดลองคะแนน
ความรู้เฉลี่ย เท่ากับ 19.36 คะแนน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p -value < 0.001) ก่อนการทดลอง
กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการปฏิบัติตัวเฉลี่ยเท่ากับ 27.72 คะแนน หลังการทดลองคะแนนการปฏิบัติตัวของ
ผู้ป่วยจิตเภทเฉลี่ยเท่ากับ 33.36 คะแนน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p -value 0.002) ก่อนการทดลอง
ผู้ป่วยจิตเภทมีอาการกำเริบ ร้อยละ 100.00 หลังการให้โปรแกรมการเยี่ยมบ้านผู้ป่วย จิตเวช พบผู้ป่วยมี
อาการกำเริบ ร้อยละ 9.09 สรุปได้ว่าโปรแกรมการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจิตเวช อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
มีประสิทธิผลดีในด้านการเพิ่มระดับความรู้ การปฏิบัติตัว และลดอาการกำเริบของผู้ป่วยจิตเวช การดูแลผู้ป่วย
จิตเวชมีปัญหาหลัก คือการไม่ยอมรับความเจ็บป่วยและการขาดทักษะการดูแลจากผู้สูงอายุที่เป็นผู้ดูแล รวมถึง
ทัศนคติเชิงลบจากครอบครัวและชุมชนที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกปฏิเสธ ระบบสาธารณสุขและองค์กรท้องถิ่นยังขาด
การสนับสนุนที่เพียงพอ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ การเยี่ยมบ้านและการอบรมครอบครัวและ
ชุมชนเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหา การสนับสนุนการหางานและการสร้างเครือข่ายในชุมชนก็มี
บทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
อภิปรายผล
การให้โปรแกรมการเยี่ยมบ้านแก่ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ผู้ดูแล
มีความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเวชและการปฏิบัติตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเน้นการสื่อสารแบบ มีส่วนร่วม
และการติดตามต่อเนื่องร่วมกับเครือข่ายในชุมชน การใช้เวลาฝึกอบรม 90 นาที พร้อมการเยี่ยมบ้านต่อเนื่อง
3 เดือน มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแล ผลลัพธ์สอดคล้องกับงานวิจัยของ บัวลอย แสนละมุล
และปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ (2557) ที่พบว่าคะแนนความรู้ของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นจาก 8.4 เป็น 14.1 คะแนนอย่างมี
นัยสำคัญ (p < 0.001) แสดงว่าโปรแกรมเยี่ยมบ้านมีประสิทธิผลในการส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดย
ครอบครัว ช่วยลดโอกาสการกำเริบของโรค และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน
สรุปและข้อเสนอแนะ
1. ควรจัดอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาและการรับประทานยาอย่างถูกต้องแก่ผู้ดูแล
2. ผู้ดูแลควรได้รับการชี้แจงบทบาทที่เหมาะสมในการสนับสนุนการรักษาของผู้ป่วย
3. ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาด้วยไฟฟ้าเพื่อลดความเข้าใจผิด
4. ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เช่น การออกกำลังกายและหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น
5. ติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยให้ผู้ดูแลรู้จักสัญญาณเตือนและการดูแลเบื้องต้น
6. จัดอบรมประจำปีให้ครอบครัวและชุมชนเพื่อลดการตีตรา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนใน
การดูแลผู้ป่วยจิตเวช

