Page 418 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 418

I2

                  วิธีการศึกษา/การดำเนินงาน

                         การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนและหลังการทดลง ประชากร คือ
                  ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องมาแล้วมากกว่า 1 เดือน มารับบริการที่หน่วยไตเทียม

                  โรงพยาบาลอุดรธานี เดือนกุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม พ.ศ. 2567 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 55 ราย

                  โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการพยาบาล ตามกรอบแนวคิดระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้
                  ของโอเร็ม ในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรม

                  การพยาบาลแบบสนับสนุน และให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง

                  ประกอบด้วย 1) การให้ความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องและวิธีการป้องกันการติดเชื้อ แบ่งออกเป็น
                  ด้านการป้องกันการปนเปื้อนจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำยา การป้องกันปัจจัยเสี่ยง การจัดการสิ่งแวดล้อม และ

                  การส่งเสริมสุขภาพ 2) การชี้แนะ 3) การสนับสนุน 4) การสร้างสิ่งแวดล้อม สื่อการสอน ได้แก่ วีดิทัศน์ แผ่นพับ
                  ภาพพลิก โปสเตอร์ และการสาธิต เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูล

                  ทั่วไป แบบประเมินความรู้และแบบประเมินพฤติกรรมในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง
                  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ KR-20 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่า

                  ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 และ 0.73 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่าง

                  ของค่าคะแนนเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired t-test

                  ผลการวิจัย

                         1. ข้อมูลส่วนทั่วไป พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง ร้อยละ 63.6 มีอายุระหว่าง 50-59 ปี ร้อยละ 27.3
                  สถานภาพสมรส ร้อยละ 80 การศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 35.5 มีอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 38.2

                  และไม่ได้ประกอบอาชีพ ร้อยละ 36.4 รายได้เฉลี่ยของครอบครัว 5,000–10,000 บาท/เดือน ร้อยละ 40 และ

                  ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 94.6 มีโรคร่วม ร้อยละ 90.9
                         2. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ในการดูแลตนเองก่อนและหลังได้รับโปรแกรม

                  ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้หลังการได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม

                  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.01)    ทั้งคะแนนโดยรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้าน ได้แก่
                  1) ด้านความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อ 2) ด้านการป้องกันการปนเปื้อนจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำยา

                  3) ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 4) ด้านการจัดการปัจจัยเสี่ยง 5) ด้านการส่งเสริมสุขภาพ และเมื่อนำแปลผล
                  พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในการดูแลตนเองอยู่ในระดับสูง

                         3. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมในการดูแลตนเองก่อนและหลังได้รับโปรแกรม

                  ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมหลังการได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับ
                  โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.01)  ทั้งคะแนนโดยรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1)

                  ด้านความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อ 2) ด้านการป้องกันการปนเปื้อนจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำยา
                  3) ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 4) ด้านการจัดการปัจจัยเสี่ยง 5) ด้านการส่งเสริม เมื่อนำค่าคะแนนเฉลี่ยมาแปล

                  ผล พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมในการดูแลตนเอง อยู่ในระดับดี ทั้งคะแนนเฉลี่ยโดยรวมและทุกด้าน ทั้ง

                  ก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม
   413   414   415   416   417   418   419   420   421   422   423