Page 422 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 422

I6

                  สุ่มแบบแบ่งชั้น โดยดูจากค่า eGFR เป็นเกณฑ์ จากนั้นจึงทำการสุ่มต่อตัวอย่างอย่างมีระบบ (Systematic

                  RandomSampling) ทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐาน (Control Group : CG) และ กลุ่มที่
                  ได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมอย่างมีแบบแผน (Pharmaceutical service Group : PG) เครื่องมือที่ใช้ใน

                  การศึกษา ได้แก่ 1.แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 2. Drug Therapy Problems Profile

                  (DTPP) (แบบบันทึกการบริบาลทางเภสัชกรรม) 3. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิต EQ-5D-5L 4. แบบประเมิน
                  ความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับชาวไทย (MAST) 5. แผ่นพับสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 6. การคำนวณขนาดยา

                  ในผู้ป่วยโรคไตที่มีการทำงานของไตบกพร่องตามคู่มือการปรับขนาดยา ซึ่งแบบแผนการบริบาลทางเภสัชกรรม

                  มีกระบวนการทางเภสัชกรรมอย่างมีแบบแผนประยุกต์ตามหลัก Joint Commission for Pharmacy
                  Practitioners (JCPP) เป็นไปดังนี้

                      1)  การรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วย (Collect) ทั้งข้อมูลอัตตะวิสัย (subjective) และภาวะวิสัย (objective)
                         ที่สำคัญของผู้ป่วยโดยทำการรวบรวมและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งข้อมูล

                         ในฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ตัวผู้ป่วยและสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
                      2)  การประเมิน (Assess) ข้อมูลรวบรวมและวิเคราะห์ผลทางคลินิกในภาพรวม

                      3)  การวางแผนบริบาล (Plan) เภสัชกรจะจัดทำแผนการบริบาลสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายโดยยึดผู้ป่วยเป็น

                         ศูนย์กลาง ภายใต้ความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมดูแลผู้ป่วย
                      4)  การให้บริบาลเภสัชกรรมตามแผน (Implement) เภสัชกรเป็นผู้ดำเนินการให้บริบาลผู้ป่วยตาม

                         แผนการบริบาลภายใต้ความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมดูแลและผู้ป่วยหรือผู้ดูแลหากพบ

                         ปัญหาเกี่ยวกับยาผู้วิจัยจะเรียนแพทย์พิจารณาข้อเสนอแนะของเภสัชกร
                      5)  การติดตามและประเมินผลการให้บริบาลทางเภสัชกรรม (Follow - up monitor and Evaluation)

                         เภสัชกรจะติดตามและประเมินผลลัพธ์ของแผนการให้บริบาลและปรับเปลี่ยนแผนโดยความร่วมมือ

                         ของสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วย
                  นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้ chi-square test และ independent t-test


                  ผลการศึกษา
                         ผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 94 ราย ประกอบด้วยผู้ป่วยกลุ่มควบคุม จำนวน 47 ราย

                  และ กลุ่มทดลอง 47 ราย เมื่อพิจารณาข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มพบว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกันได้แก่
                  เพศ อายุ โรคประจำตัว/ภาวะโรคร่วมอื่น ๆ ระยะของโรคไตเรื้อรัง ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ระดับ

                  โปรตีนรั่วในปัสสาวะ สูบบุหรี่  รวมถึงภาวะอ้วน

                  ผลลัพธ์ทางคลินิก







                         แผนภาพที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม  CG และกลุ่ม PG
   417   418   419   420   421   422   423   424   425   426   427