Page 423 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 423
I7
ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตระหว่างกลุ่ม CG และ กลุ่ม PG
ข้อมูล กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง P-
ก่อน หลัง ก่อน หลัง value
Mean SD Mean SD Mean SD Mean SD
EQ-5D-5L 0.66 0.09 0.65 0.08 0.65 0.07 0.81 0.05 0.05
ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบความร่วมมือในการใช้ยาระหว่างกลุ่ม CG และ กลุ่ม PG
ข้อมูล กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง P-
ก่อน หลัง ก่อน หลัง value
Mean SD Mean SD Mean SD Mean SD
ความร่วมมือ 13.21 6.38 13.14 6.51 16.00 7.47 12.14 8.14 0.05
ในการใช้ยา
ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบจำนวนการจัดการปัญหาเภสัชบำบัด และการได้รับยาช่วยชะลอไตระหว่างกลุ่ม CG
และ กลุ่ม PG
ข้อมูล กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง P-value
ก่อน หลัง ก่อน หลัง
การจัดการปัญหาเภสัชบำบัด 0 0 0 50 0.05
การได้รับยาช่วยชะลอไตเสื่อม 11 10 11 13 0.05
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยกลุ่ม CG มีการเปลี่ยนแปลงของค่าระยะการทำงานของไตจากระยะที่ 4 ไปสู่
ระยะที่แย่ลงคือระยะสุดท้ายจำนวน 2 รายแต่ผู้ป่วยกลุ่ม PG มีการเปลี่ยนแปลงของค่าระยะการทำงานของไต
จากระยะที่ 4 ไปสู่ระยะที่ดีขึ้นคือ 3b จำนวน 2 ราย
อภิปรายผล
การศึกษาได้ศึกษาผลลัพธ์ทางคลินิกและผลลัพธ์ด้านกระบวนการดูแลผู้ป่วยภายหลังการพัฒนาการ
ให้การบริบาลทางเภสัชกรรมอย่างมีแบบแผน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม CG และกลุ่ม PG พบว่า ระดับ
ค่าเฉลี่ย SCr และ eGFR ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการให้การบริบาลทางเภสัชกรรมอย่างมีแบบแผน
และเมื่อติดตามผลลัพธ์ด้านกระบวนการดูแลผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและคะแนนความร่วมมือจาก
การใช้ยาที่ดีขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของ นพดล พลานุกูลวงศ์ (2566) ที่ศึกษาโดยการบริบาลทางเภสัช
กรรมโดยใช้รูปแบบการจัดการรายกรณี
สรุปและข้อเสนอแนะ
การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นทั้งผลลัพธ์ที่ดีของการให้บริบาลทางเภสัชกรรมอย่างมีแบบแผนร่วมกับ
ทีมสหสาขาวิชาชีพทั้งผลลัพธ์ทางคลินิกและผลลัพธ์ด้านกระบวนการดูแลผู้ป่วย โดยมีแนวโน้มในการชะลอการ
ดำเนินไปของโรคไตเรื้อรังได้ และสามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปปรับใช้ในโรงพยาบาลอื่น ๆ ต่อไป ข้อเสนอแนะ
คือ อาจมีการทำการศึกษาให้นานขึ้นเช่น 1 ปี เพื่อทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงระยะของโรคที่ชัดเจนมากขึ้น

