Page 441 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 441
I25
วิธีการศึกษา
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาไปข้างหน้า (Prospective Cohort study) ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะ
โซเดียมในเลือดต่ำทุกรายที่เข้ารับการรักษาตัวที่รพ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี และรพ.หาดใหญ่
จ.สงขลา ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ปี 2565 ถึง 30 เมษายน ปี 2567 โดยยืนยันผลจากการตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการ โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 113 ราย
เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย โดยเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะก่อน และหลังให้สารน้ำ 0.9% Nacl 500
มล. หรือ 3% Nacl 150 มล.หลังให้ 0.9% Nacl 1,000 มล. หรือ 3% Nacl 300 มล. รวม 3 ช่วงเวลา โดยใช้
สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และทดสอบเปรียบเทียบระดับโซเดียมก่อนหลัง
การให้สารน้ำโดย Wilcoxon signed-rank test เปรียบเทียบความเหนือกว่าของพื้นที่ใต้กราฟโดย DeLong
Test การหาจุดตัดที่มีความจำเพาะโดย Youden’s J Statistic การวิเคราะห์ทั้งหมดดำเนินการโดยซอฟต์แวร์
สถิติ R (R Core Team, 2024) โดยมีระดับนัยสำคัญ (α) อยู่ที่ 5%
ผลการศึกษา
จากการเก็บข้อมูลผู้เข้าร่วมทั้งหมด 113 ราย การวัดระดับโซเดียมในปัสสาวะหลังจากให้ 0.9% Nacl
500 มล. หรือ 3% Nacl 150 มล. มีความแม่นยำในการวินิจฉัยที่เหนือกว่าการวัดระดับโซเดียมในปัสสาวะ
ก่อนการให้สารน้ำทางเส้นเลือด โดยมีพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) อยู่ที่ 0.75 เทียบกับ 0.61 (P=0.01) การใช้ค่าตัด
ของระดับโซเดียมในปัสสาวะที่ 24.5 มิลลิโมลต่อลิตร ในจุดหลังจากให้ 0.9% Nacl 500 มล. หรือ 3% Nacl
150 มล. ทำให้มีความแม่นยำในการวินิจฉัย 75.2% ความไว 62.5% และความจำเพาะ 82.2%
อภิปรายผล
การวัดระดับโซเดียมในปัสสาวะหลังจากการให้ 0.9% Nacl 500 มล. หรือ 3% Nacl 150 มล.
จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยภาวะขาดสารน้ำ และ SIAD ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับ
การวัดก่อนการให้สารน้ำ ทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกลือแร่ต่ำได้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้นและ
ลดการเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse event) จากการรักษาที่ไม่ถูกต้องได้
Figure 1 ระดับโซเดียมในปัสสาวะก่อน Figure 2 พื้นที่ใต้กราฟ (AUC) ของการวินิจฉัยภาวะเกลือ
และหลังได้สารน้ำในแต่ละช่วงเวลา โซเดียมในเลือดต่ำ โดยวินิจฉัยจากปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ
ก่อนและหลังการให้สารน้ำแต่ละช่วงเวลา

