Page 447 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 447
I31
ผลการศึกษา
1.เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำ ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระหว่าง
กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<.001
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำ ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<.01
กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม p-
ค่าคะแนน Mean SD Med. Mean Mean SD Med. Mean Z value
rank rank
พฤติกรรมการ 41.67 41.97 42.5 45.33 34.06 3.76 34 15.67 6.634* .001
บริโภคอาหาร
และน้ำใน
ผู้ป่วยโรคไต
เรื้อรัง
*P<.05, z=Mann-Whitney U test, Med.=median
2. เปรียบเทียบความแตกต่างค่าอัตราการกรองของไต ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า
มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<.001
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบความแตกต่างค่าอัตราการกรองของไต ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า
มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<.001
กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม
ตัวชี้วัดทาง Mean SD Med. Mea Mean SD Med. Mean p-
คลินิก n rank z value
rank
อัตราการกรอง 39.13 3.89 38.00 15.50 33.58 3.34 33.05 15.50 5.09* .001
ของไต
*P<.05, z=Mann-Whitney U test, Med.=median
อภิปรายผล
ผลการวิจัยในครั้งนี้ สามารถอธิบายได้ว่า กิจกรรมการพยาบาลการจัดการรายกรณีร่วมกับแนวคิดการจัดการ
ตนเองของ Kanfer (1991) ร่วมกับเทคนิค 5 เอ ของ Glasgow et al. (2006) ผ่านการสนับสนุนและให้ความรู้
มาประยุกต์ใช้การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ส่งผลทำให้ผู้ป่วยมี
พฤติกรรมการจัดการตนเองที่ถูกต้อง เหมาะสม ทำให้ค่าอัตราการกรองของไตเพิ่มมากขึ้น โดยมีการกำหนด
รูปแบบพยาบาลที่เจาะจงกับกลุ่มตัวอย่างที่เน้นแบบแผนการดูแลที่มีความเฉพาะของผู้ป่วย
โดยพยาบาลค่อยช่วยเหลือให้การพยาบาลสนับสนุนการจัดการตนเองและให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในวางแผน

