Page 451 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 451
J2
โรคต้อกระจกได้ อาจมีการติดเชื้อที่ตาและสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ ผู้วิจัยได้มีการพัฒนา
การให้ความรู้เรื่องการดูแลตนเองเกี่ยวกับการใช้ยาหยอดตามาอย่างต่อเนื่องแต่ยังพบปัญหาการดูแลตนเอง
จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา
ได้แก่ ความรู้ ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์/อุปสรรคของความร่วมมือในการรักษา พฤติกรรมของ
บุคคล แรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะ ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการนำแบบแผนการให้ข้อมูล การสร้าง
แรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะของ Fisher et al. (2003) มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของ
ผู้ป่วยหลังผ่าตัดโรคต้อกระจกโรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เพื่อให้เกิดพฤติกรรมความร่วมมือ
ในการรักษาผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพไม่มีภาวะแทรกซ้อน
เกิดขึ้นความสามารถในการมองเห็นดีขึ้นสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ
วัตถุประสงค์การศึกษา
1. เพื่อศึกษาความรู้พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยหลังผ่าตัดโรคต้อกระจก
2. เพื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยสูงอายุ
หลังผ่าตัดโรคต้อกระจก ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม การให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะ
ในการใช้ยาหยอดตา
3. เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการให้ข้อมูลการสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะ
วิธีการศึกษา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น (Per Experimental Research) เปรียบเทียบ
กลุ่มเดียววัดผลก่อน - หลัง (One group per-posttest design) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ พฤติกรรม
ความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยโรคต้อกระจก เพื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ย ความรู้และพฤติกรรม
ความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยสูงอายุหลังผ่าตัดโรคต้อกระจก ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม การให้ข้อมูล
การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะในการใช้ยาหยอดตาเพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม
การให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุหลังผ่าตัดโรคต้อกระจก
ที่ได้รับการวินิจฉัยจากจักษุแพทย์แล้วว่าเป็นโรคต้อกระจกที่ต้องผ่าตัดที่มารับบริการที่คลินิกจักษุโรงพยาบาล
บรบือ จำนวน 32 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้การกำหนดขนาดตัวอย่าง
สำหรับการวิจัยเชิงทดลองแบบ Central Limited Theorem ของ Bartz, 1999 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 32 ราย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้มีสองประเภท คือ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล และเครื่องมือที่ใช้ใน
การทดลอง โดยเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามที่สร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม
แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต้อกระจก และแบบสอบถาม
พฤติกรรมการปฏิบัติทักษะการหยอดยา ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ และ
ทดสอบความเชื่อมั่นโดยวิธีอัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความรู้เท่ากับ 0.69

