Page 666 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 666
O45
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบผลลัพธ์ในกลุ่มญาติผู้ดูแลและชุมชน
ก่อนการพัฒนา (เฉลี่ย หลังการพัฒนา (เฉลี่ย ความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ
ดัชนีวัดผล
± SD) ± SD) ทางสถิติ
ความสามารถในการเดิน 3.2 ± 1.5 4.8 ± 1.2 p < 0.05
ความสามารถทำกิจวัตร 2.8 ± 1.8 4.5 ± 1.3 p < 0.05
ประจำวัน
ความพึงพอใจต่อการดูแล 3.4 ± 1.6 4.7 ± 1.1 p < 0.05
อภิปรายผล
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่พัฒนาขึ้นโดยการมีส่วน
ร่วมของชุมชนตำบลบุดีสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย ญาติผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์
ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ทั้งในด้านร่างกายและ
จิตใจ ซึ่งสะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (p <
0.05) นอกจากนี้ ญาติผู้ดูแลมีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและมีระดับความเครียดลดลง ขณะที่ชุมชนมี
ความรู้ ทักษะ และความพึงพอใจในบทบาทของตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์เชิงบวกของกระบวนการ
มีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ การวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Community Participation Theory
(Sarafino, 2016) ที่ชี้ว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนและดำเนินงานช่วยส่งเสริมความรู้สึกเป็น
เจ้าของ (sense of ownership) และเพิ่มความยั่งยืนของผลลัพธ์ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการพบข้อจำกัดบาง
ประการ เช่น ทรัพยากรในการฝึกอบรมที่ยังไม่ทั่วถึง และความแตกต่างของระดับการมีส่วนร่วมในแต่ละ
กลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม การมีระบบติดตามและปรับปรุงตามข้อมูลสะท้อนผลในพื้นที่จริงถือเป็นจุดแข็งที่
ทำให้ระบบสามารถปรับใช้อย่างเหมาะสมต่อบริบทได้อย่างยืดหยุ่น และผลลัพธ์ยังสนับสนุนแนวคิดของ
Lopez et al. (2006) ที่ระบุว่า การฟื้นฟูในชุมชนสามารถลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มอัตราการกลับไปใช้
ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันถึงศักยภาพของระบบดังกล่าวในการขยายผลสู่พื้นที่อื่น
สรุปและข้อเสนอแนะ
จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง
โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนตำบลบุดี เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
โดยระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ญาติ
ผู้ดูแล ลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการเป็นเครือข่ายสนับสนุนการดูแลสุขภาพใน
ระยะกลาง ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการมีความยั่งยืนและสามารถขยายผลได้ ควรมีข้อเสนอแนะสำคัญดังนี้
(1) ควรพัฒนาชุดฝึกอบรมและสื่อการเรียนรู้สำหรับญาติผู้ดูแลและอาสาสมัครในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อรองรับการถ่ายทอดความรู้ในวงกว้าง (2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการออกแบบระบบติดตาม
ความต่อเนื่องของการดูแล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น แอปพลิเคชันหรือระบบฐานข้อมูลกลาง
(3) ควรบูรณาการรูปแบบนี้เข้าสู่แผนพัฒนาสุขภาพระดับอำเภอและจังหวัด เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณ
และกำลังคนรองรับอย่างเป็นระบบ และ (4) ควรมีการประเมินผลซ้ำในระยะยาว เพื่อศึกษาผลกระทบ

