Page 749 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 749

R23

                  ทักษะการประเมินและเฝ้าระวังภาวะ Compartment syndrome อย่างต่อเนื่องมีเครื่องมือที่สามารถประเมิน

                  ได้อย่างครอบคลุม ใช้สะดวกเข้าใจง่ายและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนจะช่วยให้พยาบาลสามารถรายงานอาการได้

                  ถูกต้อง รวดเร็ว ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีปลอดภัยจากภาวะ compartment syndrome

                  วัตถุประสงค์การวิจัย

                         1. เพื่อศึกษาสถานการณ์การเกิดภาวะ Compartment syndrome ในผู้ป่วยกระดูกขาท่อนล่างหักแบบปิด
                  หอผู้ป่วยศัลกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลมุกดาหารในปัจจุบัน
                         2. เพื่อศึกษาสมรรถนะในการปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome
                  ของพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการในหอผู้ป่วยศัลกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลมุกดาหาร

                         3. เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome
                  ของพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการในหอผู้ป่วยศัลกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลมุกดาหารที่มีคุณภาพ
                         4. เพื่อประเมินผลการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาลการเฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome
                  ในผู้ป่วยกระดูกขาท่อนล่างหักแบบปิด หอผู้ป่วยศัลกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลมุกดาหารที่พัฒนาขึ้น

                  วิธีการศึกษา

                         วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลวิชาชีพ
                  ปฏิบัติการพยาบาลหอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ 2) ผู้ป่วยกระดูกขาท่อนล่างหักแบบปิด โดยเลือกแบบ
                  เจาะจง (Purposive selection) การศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์การเกิดภาวะ
                  compartment syndrome ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะ

                  Compartment syndrome ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลของร่างตัวแบบแนวทางปฏิบัติการพยาบาล
                  เพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome วิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาระยะที่ 1 และระยะที่ 2
                  ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ในการพรรณนาคำตอบที่ได้ จากการศึกษาพร้อมกับการใช้
                  สถิติพรรณนา การศึกษาระยะที่ 3 ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                  ค่าต่ำสุดและค่าสูงสุดในการอธิบายข้อมูลลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา เครื่องที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
                  1) แบบประเมินระดับความเสี่ยงและแผนผังแนวทางปฏิบัติการพยาบาล 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ
                  ต่อรูปแบบและการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาล 3) แบบบันทึกผลการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาล

                  ผลการศึกษา
                         ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการพยาบาลหอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์มีความพึงพอใจ

                  ต่อรูปแบบแนวทางปฏิบัติเพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome อยู่ในระดับความพึงพอใจ
                  ระดับมาก (X = 5.00, S.D. =0.00) ความพึงพอใจต่อการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะ
                  Compartment syndrome อยู่ในระดับมาก (X =4.90 ,S.D. = 0.31) นอกจากนี้พบว่า ในระหว่างทดลอง
                  ใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome ปฏิบัติกับผู้ป่วยจำนวน 21 คน

                  ไม่พบอุบัติการณ์การเกิด Compartment syndrome

                  อภิปรายผล
                         ผลการทดลองใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome ปฏิบัติ
                  กับผู้ป่วยจำนวน 21 คน ไม่พบอุบัติการณ์การเกิด Compartment syndrome แสดงให้เห็นว่าการมีแนวทาง
                  เฝ้าระวังการเกิดภาวะ Compartment syndrome ช่วยให้การปฏิบัติพยาบาลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

                  การติดตามเฝ้าระวังตามระดับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะ Compartment syndrome นั้นส่งผลให้
                  การปฏิบัติการพยาบาลไม่ซ้ำซ้อนหรือไม่ละเลยในการเฝ้าระวัง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เสาวภา ไกรสรี
   744   745   746   747   748   749   750   751   752   753   754