Page 756 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 756

S2

                         คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ Statulator กำหนดผลลัพธ์หลักเป็นสัดส่วน

                  การตอบสนองต่อการใช้กัญชาทางการแพทย์ ใช้การคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง
                  ของสัดส่วนผู้ป่วยระหว่างก่อน-หลังการใช้เว็บแอปพลิเคชัน (Paired proportions) โดยอ้างอิงข้อมูลจาก

                  การศึกษาในประเทศไทยซึ่งมีสัดส่วนผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลหรือซึมเศร้าที่ดีขึ้นหลังใช้ตำรับยาทำลายพระสุเมรุ

                  เท่ากับ 0.73 กำหนดให้หลังเริ่มใช้ Cannabis care มีสัดส่วนผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นเท่า ก ับ 0.15
                  โดยมี Correlation between paired observation เท่ากับ 50% power เท่ากับ 80% และ Two sided significance

                  ที่ 5% คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างได้เท่ากับ 68 คน (number of pairs) กำหนดอัตราการสูญหายของกลุ่ม
                  ตัวอย่างประมาณ 5% ดังนั้น การศึกษานี้จึงใช้กลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 72 คน


                  ผลการศึกษา
                         ผู้ป่วยที่มารับบริการ ณ คลินิกกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งถูกติดตามผลการใช้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 12 เดือน (6 ครั้ง)

                  จำนวน 72 คน เป็นเพศหญิง 43 คน (ร้อยละ 61.12) อายุเฉลี่ย 61.89 ปี (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10.44 ปี)

                  โรคประจำตัวที่พบมากที่สุด คือความดันโลหิตสูง (Essential (primary) hypertension) 27 คน (ร้อยละ 37.50)
                  ข้อบ่งใช้กัญชาทางการแพทย์ที่พบมากที่สุด คือ นอนไม่หลับ 49 คน (ร้อยละ 68.06) ชนิดของยากัญชาที่ใช้

                  ได้แก่ ยาเม็ดศุขไสยาสน์ 41 คน (ร้อยละ 56.94) และน้ำมันกัญชาตำรับหมอเดชา 31 คน (ร้อยละ 43.06)
                         ผลลัพธ์การพัฒนารูปแบบงาน ประกอบด้วย 1. รูปแบบงานบริบาลทางเภสัชกรรม, คู่มือปฏิบัติงาน

                  และเส้นทางการดูแลผู้ป่วย 2. เว็ปแอปพลิเคชัน "Cannabis care" ผลลัพธ์การพัฒนางาน พบว่า ผู้ป่วยส่วน

                  ใหญ่มีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านผลลัพธ์ทางการรักษา (P-value=0.002)
                  ผลลัพธ์ด้านความเหมาะสมของแผนการรักษาด้วยยา (P-value=0.001) และผลลัพธ์ด้านความร่วมมือ

                  ในการใช้ยา (P-value<0.001) ด้านความปลอดภัยด้านยา พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

                  ในด้านอัตราการป้องกัน Serious Potential Harm ที่เพิ่มขึ้น (p-value <0.001) มีผลให้ Serious Actual Harm ลดลง
                  ส่งผลต่อภาพรวมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ดีขึ้น (p-value <0.001) ในขณะที่ระยะเวลารอรับบริการลดลง  (p-value <0.001)


                  อภิปรายผล
                         การพัฒนาระบบงานบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการให้ Pharmacotherapy Workup และติดตาม

                  การใช้ยาผ่าน Cannabis Care และ Mobile Care สามารถลดปัญหาการใช้ยา เพิ่มการป้องกัน Serious Actual Harm

                  ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สอดคล้องกับงานวิจัยของศักดิ์ชาย ที่พบว่าการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรม
                  ลดปัญหาการใช้ยาเฉลี่ยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, ด้านการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน EHR

                  รวมถึงการให้ Pharmacy Coding ช่วยให้ข้อมูลถูกแบ่งปันในทีมดูแลอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
                  เพิ่มการตัดสินใจในการรักษาที่แม่นยำขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน สอดคล้องกับงานวิจัย

                  ของปรียาภรณ์ ที่นำมาตรฐานการสั่งยาทางอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาด้านยา สามารถเพิ่ม

                  ประสิทธิภาพการรักษา ลดความผิดพลาดในการสั่งใช้ยาและลดอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น, ด้านการปรับปรุง
                  ห่วงโซ่อุปทานให้บริการที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ทำให้การจัดการข้อมูลของผู้ป่วย

                  ปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของเพียงเพ็ญ ที่พบว่าเพิ่มการเข้าถึงข้อมูล
                  และให้รายละเอียดความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยาแก่ทีมทำให้มีความปลอดภัยด้านยาและการรักษา

                  ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสอดคล้องกับงานวิจัยของธีราพร และคณะ ที่พบว่าการบริบาลทางเภสัชกรรม
   751   752   753   754   755   756   757   758   759   760   761