Page 908 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 908
X11
ด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ: การประยุกต์ใช้แนวทางการพยาบาลเชิงบูรณาการช่วยลด
ค่าใช้จ่ายโดยรวมประมาณ 60,000 - 70,000 บาท/ราย ซึ่งเกิดจากการลดระยะเวลานอน ICU และการลด
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องการการรักษาเพิ่มเติม
การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้กรอบการประเมิน FANCAS ร่วมกับทฤษฎีการพยาบาล
ของโอเร็มในการดูแลผู้ป่วย ruptured cerebral aneurysm ที่มี SAH ช่วยให้การพยาบาลมีความครอบคลุม
เป็นระบบ และตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการประเมินและการพยาบาล: การใช้กรอบ FANCAS ช่วยให้พยาบาลสามารถประเมินและเฝ้า
ระวังภาวะวิกฤตของผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุมทุกระบบ และการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็มช่วย
ให้สามารถวางแผนการพยาบาลที่เหมาะสมกับระดับความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้อง
กับการศึกษาของ วิจิตรา กุสุมภ์ (2565)
ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก: กรณีศึกษาทั้งสองรายมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยตามมาตรฐาน
สอดคล้องกับการศึกษาของสุพรพรรณ์ กิจบรรยงเลิศ และวงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร (2562) ที่พบว่าการ
พยาบาลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในผู้ป่วย SAH ช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ร้อยละ 35
ความแตกต่างในการพยาบาลตามตำแหน่งหลอดเลือดโป่งพอง: กรณีศึกษาที่ 1 (Basilar tip
aneurysm) ต้องการการเฝ้าระวังภาวะหลอดเลือดสมองหดเกร็งที่เข้มงวดกว่า และมีความเสี่ยงต่อภาวะ
Diabetes Insipidus สูงกว่า ในขณะที่กรณีศึกษาที่ 2 (A.com aneurysm) มีความเสี่ยงต่อภาวะสับสน
และความจำเสื่อมสูงกว่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสมาคมประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย (2565)
สรุปและข้อเสนอแนะ
สรุป : การพัฒนาแนวทางการพยาบาลเชิงบูรณาการโดยประยุกต์ใช้กรอบการประเมิน FANCAS
ร่วมกับทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม ช่วยให้การพยาบาลมีความครอบคลุม เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้ผู้ป่วยมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดี ลดภาวะแทรกซ้อน ลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล และลดค่าใช้จ่ายใน
การรักษา
ข้อเสนอแนะ
1. ควรนำผลการศึกษานี้ไปพัฒนาเป็นคู่มือและแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย ruptured cerebral
aneurysm ที่มี SAH ได้รับผ่าตัด aneurysm clipping สำหรับใช้ในหน่วยงานผู้ป่วยหนักศัลยกรรมระบบ
ประสาทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. ควรพัฒนาชุดข้อมูลและโปรแกรมการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วม
ในการดูแลและการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
3. สนับสนุนให้มีการจัดทำโปรแกรมคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก
ในประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติดื่มสุราเรื้อรัง สูบบุหรี่ และใช้สารเสพติด
4. ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบประสิทธิผลของการใช้แนวทางการพยาบาลเชิงบูรณาการ
ตามกรอบ FANCAS และทฤษฎีของโอเร็ม กับการพยาบาลแบบปกติ ในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น
5. ควรพัฒนาความร่วมมือเชิงเครือข่ายในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ระหว่างโรงพยาบาลในเขตสุขภาพ
เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนพัฒนาระบบบริการ
สุขภาพ (Service Plan)

