Page 1071 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 1071
Y3
อภิปรายผล
การนำเครื่องช่วยหายใจชนิดควบคุมปริมาตรและแรงดันแบบเคลื่อนย้าย (transport ventilator)
มาใช้ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมาห้องผ่าตัดเพื่อทำผ่าตัดเจาะคอ ส่งผลให้สามารถลดระยะเวลาช่องว่าง
ระหว่างสิ้นสุดการผ่าตัดเคสก่อนหน้ากับเริ่มผ่าตัดเคสถัดไปได้อย่างมีนัยสำคัญ
การลดระยะเวลาดังกล่าวเกิดจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบบูรณาการระหว่าง
ทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยความร่วมมือระหว่างกลุ่มงานโสต ศอ นาสิก กลุ่มงานวิสัญญี และกลุ่มงานพยาบาล
ห้องผ่าตัด ซึ่งได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบใหม่ที่มีความชัดเจน มีการกำหนดบทบาท
หน้าที่ของแต่ละวิชาชีพอย่างชัดเจน และมีการสื่อสารข้อมูลระหว่างทีมอย่างมีประสิทธิภาพ
จากการวิเคราะห์ตัวชี้วัดรอง พบว่าประสิทธิภาพในการใช้ห้องผ่าตัดเจาะคอเพิ่มขึ้น โดยจำนวนผู้ป่วย
เฉลี่ยที่ได้รับการผ่าตัดเจาะคอต่อวันทำการเพิ่มขึ้นจาก 0.54 รายเป็น 0.71 ราย คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.48
แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาระบบการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเครื่องช่วยหายใจแบบเคลื่อนย้าย ไม่เพียงช่วย
ลดระยะเวลาช่องว่างระหว่างการผ่าตัดเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมในการใช้ห้องผ่าตัดอีกด้วย
การเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต่อวันช่วยลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัดของผู้ป่วยทั้งหมด
ในโรงพยาบาล ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโดยรวม
สรุปและข้อเสนอแนะ
การพัฒนาระบบการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปห้องผ่าตัดเพื่อทำผ่าตัดเจาะคอโดยใช้เครื่องช่วยหายใจชนิด
ควบคุมปริมาตรและแรงดันแบบเคลื่อนย้าย ผลการศึกษาพบว่าสามารถลดระยะเวลาช่องว่างระหว่างสิ้นสุดการ
ผ่าตัดเคสก่อนหน้ากับเริ่มผ่าตัดเคสถัดไปได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้
ห้องผ่าตัด ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนางานต่อไป
1. จัดการฝึกอบรมให้พยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบเคลื่อนย้าย
รวมถึงการประเมินและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการเคลื่อนย้าย โดยควรจัดการ
อบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจบทบาทของแต่ละฝ่าย
2. พัฒนาระบบการจัดตารางผ่าตัดเจาะคอให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจกำหนดช่วงเวลาเฉพาะ
สำหรับการผ่าตัดเจาะคอ และมีการเตรียมความพร้อมของทีมและอุปกรณ์ล่วงหน้า เพื่อลดระยะเวลารอคอย

