Page 319 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 319
F10
4. แนบ Nutrition note ใน OPD card และลงรายละเอียดใน HOSxP
5. มีการติดตามผู้ป่วย (นัดพบผู้ป่วยตามวันที่มาพบแพทย์) ตามไตรมาส ทำการควบคุมกำกับ
กระบวนการที่วางแผนและออกแบบไว้ ติดตามและประเมินผล
ผลการศึกษา
1. ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์หลังให้โภชนบำบัด
ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
2. จากการประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ก่อนการให้โภชนบำบัด พบว่ามีหญิงตั้งครรภ์
มากกว่า 25 คน มีพฤติกรรมที่ต้องปรับปรุง และหลังจากการพัฒนาให้โภชนบำบัด และได้รับความรู้เรื่อง
การบริโภคอาหารแล้ว พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มากกว่า 45 คน มีการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมได้ดีขึ้น
อภิปรายผล
จากการพัฒนางานดังกล่าว พบว่าหลังจากให้โภชนบำบัดหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
มีระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ลดลง เมื่อเทียบกับก่อนทำกิจกรรม อีกทั้งมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ดีขึ้น
สรุปและข้อเสนอแนะ
การให้โภชนบำบัดหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรมีการประเมินพฤติกรรม
การบริโภคอาหารก่อน เพื่อให้ทราบปัญหาและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วย อีกทั้งการให้โภชนบำบัด
ที่ใช้สื่อ โมเดลอาหาร เครื่องดื่ม คู่มือภาพ สามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจชนิดและปริมาณการบริโภค
อาหาร การคำนวณพลังงาน/ให้โภชนบำบัดเฉพาะรายบุคคล และติดตามผู้ป่วยในแต่ละไตรมาส ช่วยให้ผู้ป่วย
มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ดีขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ข้อเสนอแนะและโอกาสพัฒนา
1. ควรประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารหญิงตั้งครรภ์ทุกราย เพื่อจะได้ทราบถึงปัญหา/พฤติกรรม
การบริโภคอาหาร ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ป้องกันการเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
2. สื่อสาร การติดสติ๊กเกอร์สีแสดงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ไปยัง รพ.สต.
3. ควรติดตามหลังคลอดภายใน 45 วัน เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด และให้คำแนะนำโภชนาการช่วงให้
นมบุตร เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

