Page 366 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 366

G32

                  และการเพิ่มทักษะกายบริหารโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมชื่อ “รำต้านล้ม ต้านลืม”

                  ใช้ตาราง 9 ช่อง ประกอบเพลง “บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” และ เพลง “มาร์ชบุรีรัมย์” การจดจำท่วงท่า และจดจำเนื้อ
                  เพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบุรีรัมย์

                               ระยะที่ 3 การสังเกต (Observation : O) สังเกตผล บันทึกผล การติดตาม รวบรวมข้อมูลก่อน

                  ระหว่างกิจกรรม และหลังการดำเนินกิจกรรม รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานตามรูปแบบการป้องกันการพลัด
                  ตกหกล้มและภาวะสมองเสื่อมในโรงเรียนผู้สูงอายุ

                               ระยะที่ 4 การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflection : R) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถอด

                  บทเรียน ทบหวนปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะ และปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรม ปรับรูปแบบ
                  ใหม่ สรุปและคืนข้อมูล

                         ขั้นตอนที่ 3 การเก็บข้อมูล หลังการดำเนินการวิจัย เปรียบเทียบกระบวนการเรียนรู้ตรวจสอบความ
                  ถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และรายงานผลการดำเนินงาน

                         2.ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มและภาวะสมองเสื่อมในโรงเรียน

                  ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
                         ภาพรวมความรู้การป้องกันตนเองส่วนใหญ่มีความรู้ก่อนเรียนในระดับปานกลาง ร้อยละ 52.8 ส่วนหลัง

                  เรียนมีความรู้ระดับดี ร้อยละ 72.5  พฤติกรรมการป้องกันตนเอง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 92.5
                  ความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่ำ (ต่ำกว่า 4 คะแนน) ร้อยละ 83.0 ความเสี่ยงภาวะสมอง

                  เสื่อม ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะ Cognitive impairment (มากกว่า 23 คะแนน) ร้อยละ 96.2 และส่วนใหญ่มีความ

                  พึงพอใจอยู่ในระดับมากต่อนวัตกรรม “รำต้านล้ม ต้านลืม” ร้อยละ 88.9
                  อภิปรายผล

                         ผู้วิจัยศึกษาการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มและภาวะสมองเสื่อม และผล

                  ของการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มและภาวะสมองเสื่อมในโรงเรียนผู้สูงอายุความรู้
                  การป้องกันตนเองส่วนใหญ่มีความรู้ก่อนเรียนอยู่ในระดับปานกลาง หลังการเรียนการสอนมีคะแนนเพิ่มขึ้น

                  พฤติกรรมการป้องกันตนเองอยู่ในระดับมาก ความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนใหญ่ไม่มี
                  ภาวะ Cognitive impairment และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากต่อนวัตกรรม สอดคล้องกับการศึกษา

                  ของทิพยาภา ดาหาร และเจทสริยา ดาวราช (2560) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนได้ร่วมเรียนรู้ประสบการณ์

                  ทำงานร่วมกัน รับรู้ถึงปัญหาและอุปสรรค หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จากการศึกษาผู้วิจัยได้รูปแบบ
                  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่สอดคล้องกับศักยภาพการรับรู้และตระหนักในการพัฒนาสมรรถนะ

                  ของตนเอง ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมและพลัดตกหกล้ม โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ผู้เรียนมีความ
                  พึงพอใจและต้องการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning)


                  สรุปและข้อเสนอแนะ
                         หลังจากได้รูปแบบการเรียนรู้และนวัตกรรม ควรนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานส่งเสริม

                  สุขภาพผู้สูงอายุทั้งเขตเมืองและชนบท โดยผู้สูงอายุในชุมชนควรได้รับการคัดกรองและประเมินความเสี่ยง

                  การพลัดตกหกล้มและภาวะสมองเสื่อม ทุก 6เดือน ถึง 1 ปี สนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้
                  ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และความคิด ความจำ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ ลดอัตราพึ่งพิงต่อไป
   361   362   363   364   365   366   367   368   369   370   371