Page 375 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 375
G41
การวิเคราะห์ข้อมูลส าหรับการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป วิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ
ส่วนที่ 2 ข้อมูลสุขภาพ วิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ หาความสัมพันธ์ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสุขภาพ
กับความรอบรู้ด้านการใช้ยาสมเหตุผลโดยใช้สถิติ chi-square test
ส่วนที่ 3 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลก่อนและหลังโปรแกรมให้
ความรู้ โดยสถิติทดสอบที (paired t-test)
ผลการศึกษา
กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลที่ครบตาม
กระบวนการ และทำแบบทดสอบก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯครบถ้วน จำนวน 52 ราย ส่วนมากเป็น
เพศหญิงร้อยละ 33 อายุส่วนใหญ่ 41 – 50 ปี ร้อยละ 44.23 การศึกษาระดับม. 4 - ม. 6 ร้อยละ 69.23 เคย
ตรวจโรคแต่ไม่พบโรคร้อยละ 55.77 อาชีพส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ร้อยละ 86.54 สถานภาพส่วนใหญ่เป็น
อสม. ร้อยละ 84.62
การตอบแบบสอบถามความรอบรู้ด้านการใช้ยาในชุมชน (33 คะแนน) พบว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ
มีคะแนนความรอบรู้ด้านการใช้ยาในชุมชนเฉลี่ย 21.74±4.98 คะแนน ซึ่งหมายถึงมีความรอบรู้ด้านการใช้ยา
ในชุมชนระดับพอใช้ (คะแนนรวมเท่ากับร้อยละ 60–69) 20 –23 คะแนน และเมื่อตอบแบบสอบถามหลัง
ได้รับโปรแกรมพบว่าได้คะแนนเฉลี่ย 29.43±1.58 คะแนน ซึ่งหมายถึงมีความรอบรู้ด้านการใช้ยาในชุมชน
ระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังได้รับโปรแกรมพบว่าคะแนนเฉลี่ยมีความแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิต (p <0.001)
อภิปรายผล
ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ในการใช้ยาในชุมชนอย่างสมเหตุผล พบว่ากลุ่มตัวอย่างมี
ค่าคะแนนเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับพอใช้ (คะแนนรวมเท่ากับร้อยละ 60–69) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ
กฤษฎากร เจริญสุข (2565) ที่มีคะแนนระดับความรอบรู้เฉลี่ยออยู่ที่ร้อยละ 66 (ระดับพอใช้) (กฤษฎากร
เจริญสุข, 2565)
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ในการใช้ยาในชุมชนอย่างสมเหตุผล ในกลุ่ม อสม. พบว่า
คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเสริมสร้างความรอบรู้มีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต (p < 0.001)
ค่าคะแนนความรอบรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการศึกษาดังนี้ การศึกษาพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้
พฤติกรรมและ สมรรถนะการใช้ยาที่ถูกต้องในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ
หมู่บ้าน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สูงกว่ากลุ่มควบคุมภายหลังได้รับโปรแกรม
ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพการใช้ยาที่ถูกต้อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ (p<.05) (ธัญญาสิริ
ธันยสวัสดิ์ วราทิพย์ แก่นการ และ รสวลีย์ อักษรวงค์, 2565) และสอดคล้องกับการศึกษาผลของโปรแกรม
พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เทศบาลเมือง
สิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ที่พบว่าภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ
โดยรวมเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) (กฤษฎากร เจริญสุข, 2564)

