Page 574 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 574
L36
2. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองก่อนและหลังเข้าโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพมีค่าคุณภาพชีวิตดีกว่า
ก่อนเข้าโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของจารวี คณิตาภิลักษณ์ และคณะ (2563)
ที่พบว่าคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองภายหลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ
สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้าง
พลังอำนาจสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรม เช่นเดียวกับการศึกษาของปนัดดา ยาสุด และพจีมาศ กิตติปัญญา
งาม (2564) ที่ศึกษาเชิงวิเคราะห์ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดโดยวัดคุณภาพชีวิตด้วยแบบสอบถาม
คุณภาพชีวิต EQ 5D 5L ก่อนและหลังผ่าตัด 12 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยทุกรายได้รับคำปรึกษาเพื่อเตรียมตัว
ทางกายภาพบำบัดก่อนผ่าตัดจากแพทย์หรือพยาบาลเจ้าของไข้ซักประวัติตรวจร่างกายและให้โปรแกรม
การฟื้นฟูหัวใจก่อนผ่าตัดหลังผ่าตัดและติดตามในระยะผู้ป่วยนอกตามการนัดหมายของแพทย์เจ้าของไข้
จากนั้นผู้วิจัยโทรศัพท์สอบถามคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์พบว่าภายหลังผ่าตัดผู้ป่วย
มีค่าอรรถประโยชน์ของ EQ 5D 5L และค่าคุณภาพชีวิตจากที่ผู้ป่วยประเมินตนเอง (VAS) เพิ่มขึ้นคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ในทุกมิติและค่าอรรถประโยชน์เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าการใช้โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยหรือพัฒนาระบบการบริการ
เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยทั้งที่แผนกผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน การเยี่ยมบ้าน โดยใช้สื่อการสอนวิดิโอทัศน์ การโทรศัพท์
เพื่อติดตามอาการผู้ป่วย ส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อผู้ป่วยมีสมรรถภาพ
ร่างกายที่ดีจะสามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
3. ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยของผู้ดูแลหลังเข้ารับโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพมีความสามารถ
ในการจัดการดูแลผู้ป่วยในระดับสูง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของสวรินทร์ หงส์สร้อย และคณะ (2556)
ที่พบว่ากลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความสามารถผู้ดูแลอย่างต่อเนื่องต่อความสามารถในการดูแล
ของผู้ดูแล ความสามารถในการทำกิจกรรม และการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิด
ขาดเลือดระยะเวลา 1 เดือน มีคะแนนความสามารถในการดูแลมากกว่ากลุ่มควบคุม สอดคล้องกับการศึกษา
ของนันทกาญจน์ ปักษี และคณะ (2559) ที่พบว่าโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และญาติผู้ดูแล
ในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลทำให้ความพร้อมในการดูแลของญาติผู้ดูแลกลุ่มทดลองในระยะ 1 เดือน
หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลสูงกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งความพร้อมของผู้ดูแลก่อนจำหน่ายผู้ป่วยอาจส่งผลให้
ผู้ดูแลมีความมั่นใจว่าสามารถดูแลผู้ป่วยได้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม
(Orem, 1959) ด้วยระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้มีผลการวิจัยที่สอดคล้องกับการวิจัยครั้งนี้
คือความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของผู้ดูแลกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่า
ก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้
ตามทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม (Orem, 1959) สามารถนำมาใช้ในโปรแกรมพัฒนาความสามารถ
ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ จะเห็นว่าเป้าหมายสำคัญของการดูแลภายหลังเกิดโรคหลอดเลือด
สมองคือผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมือนก่อนป่วย หรือตามศักยภาพสูงสุดของผู้ป่วย การที่ผู้ป่วยจะมี
ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยโดยเฉพาะผู้ดูแลผู้ป่วยซึ่งเป็น
สิ่งสำคัญเนื่องจากความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองนอกจากอาศัย
การฟื้นตัวของระบบประสาท การฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยเมื่อกลับมา
รักษาตัวที่บ้าน ผู้ดูแลถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย ตลอดจนส่งเสริมให้กำลังใจ
แก่ผู้ป่วยเพื่อให้ญาติผู้ดูแลสามารถต้องทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย ญาติผู้ดูแลต้องมีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย
เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด ดังนั้นโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ผู้ดูแล
จึงควรได้รับการดูแลไปพร้อมกับผู้ป่วยด้วย

