Page 711 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 711
P6
ปัญหาที่ถูกมองข้ามในการบาดเจ็บกระดูกสันหลังส่วนคอ: อาการทางคลินิกและแนวทางการดูแล
ในกรณีรอยฟกช้ำของไขสันหลังโดยไม่มีการแตกหักของกระดูกส่วนคอ
“The Overlooked Challenge in Cervical Spine Trauma: Clinical Clues and
Implications of Cord Contusion Without Fracture”
นายแพทย์สุวิช เศรษฐโสภณ และแพทย์หญิงปันปณิธ สุขวโรตม์วัตร
โรงพยาบาลพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตสุขภาพที่ 6
ประเภท ทางวิชาการ
ความสำคัญของปัญหาวิจัย
การบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง (Trauma-related spinal fractures) เป็นภาวะที่มีความสำคัญ
ในเวชปฏิบัติ โดยมีอุบัติการณ์อยู่ที่ประมาณ 19 ถึง 88 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี จากการศึกษา พบว่า
การบาดเจ็บของกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical spine injury) คิดเป็นร้อยละ 19 ถึง 51 ของการบาดเจ็บของ
กระดูกสันหลังทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยอุบัติเหตุ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง
ส่วนคอถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังใน
ส่วนอื่น ๆ เนื่องจากตำแหน่งของการบาดเจ็บมีโอกาสกระทบต่อการทำงานของกระบังลม (diaphragm)
ผ่านเส้นประสาท phrenic nerve ซึ่งควบคุมการหายใจ
ในเวชปฏิบัติทั่วไป การประเมินอาการบาดเจ็บกระดูกสันหลังส่วนคอเบื้องต้นมักอาศัยภาพถ่ายรังสี
ธรรมดา (X-ray) หรือ CT scan เพื่อค้นหาการแตกหักหรือเคลื่อนของกระดูก อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ป่วยบางรายที่
มีอาการบ่งชี้ทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง การรับความรู้สึกผิดปกติ หรือสูญเสียการควบคุมการ
ขับถ่าย อาจมีผล CT scan ปกติ และไม่พบความผิดปกติของกระดูกอย่างชัดเจน (1,2)
ภาวะนี้อาจเกิดจาก รอยฟกช้ำของไขสันหลัง (Cord Contusion) โดยไม่มีการแตกหักของกระดูก ซึ่งไม่
สามารถตรวจพบได้จาก CT scan และจำเป็นต้องอาศัย MRI ในการยืนยันการวินิจฉัย ความท้าทายในเวชปฏิบัติ
คือ การระบุผู้ป่วยกลุ่มนี้ตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงการตัดสินใจที่ถูกต้องในการ ป้องกันการเคลื่อนไหวของกระดูกสัน
หลังส่วนคอ (C-spine protection) จนกว่าการประเมินทางคลินิกและการตรวจ MRI จะเสร็จสมบูรณ์ เพื่อป้องกัน
การบาดเจ็บซ้ำซ้อนที่อาจส่งผลรุนแรงต่อไขสันหลัง
งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการชี้ให้เห็นว่า ภาวะ cord contusion โดยไม่มีการแตกหัก
ของกระดูกคอ เป็นปัญหาที่อาจถูกมองข้ามในเวชปฏิบัติ และควรได้รับการตระหนักรู้มากขึ้นในแนวทางการดูแล
ผู้ป่วย การทบทวนอาการทางคลินิกที่สัมพันธ์กับภาวะนี้ และการกำหนดแนวทางในการพิจารณา MRI อย่าง
เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และลดโอกาสการเกิดความพิการหรือ
เสียชีวิตในระยะยาว

