Page 245 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 245
E43
วิธีการศึกษา
ระยะที่ 1 ระยะศึกษาสถาณการณ์ การพัฒนาครั้งนี้ใช้รูปแบบการมีส่วนร่วม ( Participatory action
Research) คัดเลือกประชากรกลุ่มตัวอย่างจากผู้ป่วยที่มารับบริการในโรงพยาบาลได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวช
ตามมาตรฐาน ICD10 รหัส F10-F19, F20-F29 ในปีงบประมาณ 2566 นำมาสำรวจด้วยแบบสัมภาษณ์แบบ
สำรวจครัวเรือนผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรง (SMI V) กลุ่มเสี่ยง SMIV1 การทำร้ายตนเองมุ่งเสียชีวิต
SMIV2 ทำร้ายผู้อื่นรุนแรง สะเทือนขวัญชุมชน SMIV3 หลงผิด ทำร้ายตนเอง/ผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตหรือเจาะจง
SMIV4 คดีอาญา ฆ่า พยายามฆ่า ข่มขืน วางเพลิงและประวัติการมารับบริการ 2ย 1ส (ย:การกินยา ย:ญาติ
ดูแล ส:การใช้สารเสพติด) และจัดกลุ่มสี เขียว คือ กินยาต่อเนื่อง มีญาติดูแล และไม่ใช้สารเสพติด สีเหลือง คือ
มี 1 ใน 3 ข้อสีแดง คือ มี 2 ข้อ คือไม่มีญาติหรือไม่กินยาต่อเนื่อง หรือมีการใช้สารเสพติดได้กลุ่มผู้ป่วยจิตเวช
กลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรง (SMI V) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาแนวทางทางการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยง
ต่อการก่อความรุนแรง โดยการใช้การจัดการรายกรณีแบบมีส่วนร่วมในชุมชน คือกลุ่ม สีเหลือง สีแดง จำนวน
27 ครอบครัวและทีมผู้ให้บริการ/ผู้รับผิดชอบ 9 คน (พยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน
6 คน พยาบาลโรงพยาบาลสังคม 3 คน) ผู้รับผิดชอบงานในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ผู้รับผิดชอบงาน
ในสถานีตำรวจ อสม. ผู้นำชุมชน จำนวน 59 คน (ตำรวจ 2 นาย อาสาสมัครสาธารณสุขระดับตำบล 27 คน
ผู้นำชุมชน 27 คน อบต.5 คน) ทำกลุ่ม Focus group ตำบลละ 1 ครั้ง ใช้เวลา 60 นาที
ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง (SMIV) โดยการ
ใช้การจัดการรายกรณีแบบมีส่วนร่วมในชุมชนที่สำคัญ 4 ประเด็น ดังนี้ 1) ความต่อเนื่องของข้อมูลพบว่า
ผู้ใช้บริการสะท้อนการได้รับข้อมูลที่ไม่เจาะจงต่อปัญหาและความต้องการของการดูแล 2) ด้านความต่อเนื่อง
ของการบริหาร พบปัญหาในการขาดการส่งต่อข้อมูลระหว่างทีม และผู้ให้บริการสุขภาพกับสมาชิกครอบครัว
รวมถึงการขาดการมีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแล และแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อ
การก่อความรุนแรง ขาดความเข้าใจในการใช้เครื่องมือในการประเมิน 3) ด้านความต่อเนื่องของการดูแล
ภายในชุมชน พบว่าความสัมพันธ์ของผู้ป่วยและครอบครัวต่อชุมชนมีผลต่อการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย
4) ด้านความต่อเนื่องของการดูแลภายในทีมสุขภาพพบว่า ทีมสุขภาพไม่มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน
ขาดการบันทึกข้อมูลเพื่อการ (พิทภรณ์. 2567) ดังนี้
1.พัฒนาสมรรถนะเครือข่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง เช่นการกำหนดแนว
ทางการดูแล การส่งต่อ และการซ้อมแผนการจัดการผู้ป่วยภาวะวิกฤติและก่อความรุนแรงในชุมชน
2. การจัดการรายกรณีในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน
3.ติดตามเยี่ยมผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดกลุ่มผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน
ระยะที่ 3 ระยะประเมินผล
ผลการศึกษา
ระยะที่ 1 ระยะศึกษาสถาณการณ์ พบกลุ่มสีเขียว คือ กินยาต่อเนื่อง มีญาติดูแล และไม่ใช้สารเสพติด
จำนวน 60 ราย สีเหลือง คือ มี 1 ใน 3 ข้อ จำนวน 15 ราย สีแดง คือ มี 2 ข้อ คือไม่มีญาติ หรือไม่กินยา
ต่อเนื่อง หรือมีการใช้สารเสพติด จำนวน 12 ราย

