Page 246 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 246
E44
ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง (SMIV) โดยการ
ใช้การจัดการรายกรณีแบบมีส่วนร่วมในชุมชนดังนี้
1. พัฒนาแนวทางและกระบวนการการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง
ที่ครอบคลุมในแต่ละระยะ ตั้งแต่ระยะส่งต่อไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จนสู่ระยะการดูแลต่อเนื่องใน
ชุมชน โดยการพัฒนาการดูแลตามสภาพปัญหาของผู้ป่วยดังนี้ ประเด็นไม่มีญาติดูแล มีการอบรมอาสาสมัคร
สาธารณสุขเฉพาะทางจิตเวชและยาเสพติด การขาดยาได้มีการพัฒนานวัตกรรมกระเป๋ายา Daily Dose การใช้
สารเสพติดมีการประเมินโดยใช้ Patient Journey “สังคม โมเดล”ในการดูแลและบำบัดรักษาและฟื้นฟู
สมรรถภาพผู้ใช้สารเสพติด ณ.”บ้านรักษ์จิตโรงพยาบาลสังคม”รูปแบบมินิธัญญารักษ์
2. พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการดูแลและพัฒนาเครื่องมือในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชตาม
แนวทางการดูแลและทำความเข้าใจต่อการใช้เครื่องมือประเมินที่ได้พัฒนาขึ้นโดยมีการอบรมอาสาสมัคร
สาธารณสุขเฉพาะทางจิตเวชและยาเสพติด
ระยะที่ 3 ระยะประเมินผลพบว่าการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงใน
ครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคจิตเวชของบุคลากร มีคุณภาพเพิ่มขึ้นกว่าเดิมก่อนการพัฒนา ส่งผลต่อระดับความ
พึงพอใจที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการ ผลลัพธ์ตามตัวชี้วัด 1. ร้อยละผู้ป่วย SMIV รายใหม่เข้าถึงบริการสุขภาพจิต
(≥20) ผลลัพธ์ร้อยละ114.28, 2. ร้อยละผู้ป่วย SMIV ก่อความรุนแรงซ้ำในปี (≤3)ผลลัพธ์ร้อยละ 0, 3.ร้อยละ
ผู้ป่วย SMIV ได้รับการติดตามเยี่ยม (≥80) ผลลัพธ์ร้อยละ100
อภิปรายผล
ผลการพัฒนา พบว่าผลของคะแนนปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ของ
ผู้ให้บริการสุขภาพในครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคจิตเวชเพิ่มขึ้นกว่าก่อนดำเนินการ ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจ
ที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการ เกิดนวัตกรรมการดูแล คือ 1) อาสาสมัครสาธารณสุขเฉพาะทางจิตเวชและยาเสพติด
2) นวัตกรรมกระเป๋ายา Daily Dose 3) Patient Journey “สังคม โมเดล” ในการดูแลและบำบัดรักษาและ
ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ใช้สารเสพติด ณ.บ้านรักษ์จิตโรงพยาบาลสังคม”รูปแบบมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลสังคม
สรุปและข้อเสนอแนะ
1. ควรสนับสนุนให้มีการพัฒนาคุณภาพการจัดการดูแลโรคจิตเวชในชุมชน โดยทีมสหวิชาชีพ ผ่าน
กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบบริการที่ใช้ครอบครัวเป็นหน่วยของการดูแลและชุมชนเป็นฐาน
การดูแล รวมถึงการสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและจัดให้มีการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ ในเครือข่ายบริการสุขภาพโรงพยาบาลสังคม
2. ควรมีการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการส่งต่อวางแผน
จำหน่าย การติดตามเยี่ยมและสามารถดำเนินการตามกระบวนการวางแผนจำหน่ายได้อย่างมีคุณภาพ
3. ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลต่อเนื่องในชุมชน มีการสร้างเครือข่ายในการดูแล ส่งผลให้ผู้ป่วยครอบครัว
ชุมชน สามารถร่วมกันดูแลได้มากขึ้น

