Page 398 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 398
H32
การเปลี่ยนแปลงของระดับพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังการเข้าร่วม
โปรแกรมทันตกรรมเชิงรุก พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมในระดับสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.1 เป็น ร้อยละ 90.6
ส่วนระดับต่ำ จากร้อยละ 21.9 ลดลงเป็นไม่มี และกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ
(p-value=0.000) ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 จำนวน(ร้อยละ) ของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามระดับพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพ
ช่องปากก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมทันตกรรมเชิงรุก
ระดับพฤติกรรม จำนวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง p-value
ก่อนการอบรม (n=32) หลังการอบรม (n=32)
สูง (ร้อยละ 80-100) 1 29
(3.1) (90.6)
ปานกลาง (ร้อยละ 60-79) 24 3 .000
(75.0) (9.4)
ต่ำ (น้อยกว่าร้อยละ 60) 7 -
(21.9)
Mean ± sd 20.75 ± 4.61 25.94 ± 3.11 .000
อภิปรายผล
พฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง ในเขตเทศบาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการดูแลทันตสุขภาพระดับสูง ร้อยละ 90.6 มีการเปลี่ยนแปลงในระดับดีมากขึ้น
โดยเฉพาะในเรื่องที่ผู้สูงอายุปฏิบัติเป็นประจำ (ปฏิบัติ 5 – 7 วันต่อสัปดาห์) คือ ท่านใช้เวลาในการแปรงฟัน
ก่อนนอนประมาณ 2 นาทีขึ้นไป จำนวน 6 คน ร้อยละ 18.8 รองลงมาคือ เมื่อท่านรับประทานอาหารแล้ว
ท่านจะมีการทำความสะอาดช่องปาก เช่น บ้วนน้ำ เขี่ยเอาเศษอาหารออกจากซอกฟัน จำนวน 5 คน ร้อยละ 15.6
สอดคล้องกับการศึกษาของวีรพันธ์ ใจแก้ว (2566) พบว่า ผู้สูงอายุมีการทำความสะอาดช่องปากได้ด้วยตนเอง
หรือโดยผู้ดูแลด้วยการแปรงฟันอย่างเดียว วันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้า
เรื่องที่ผู้สูงอายุไม่ปฏิบัติเลย คือ ท่านเคยใช้เกลือ หรือน้ำเกลือในการทำความสะอาดช่องปาก
จำนวน 20 คน ร้อยละ 62.5 รองลงมาคือ ท่านใช้เครื่องมืออื่นเสริม หรือช่วยในการแปรงฟัน เช่น ไหมขัดฟัน
แปรงซอกฟัน จำนวน 9 คน ร้อยละ 28.1 สอดคล้องกับการศึกษาของศิริพันธ์ หอมแก่นจันทร์ (2559) พบว่า
อุปกรณ์ที่มีน้อยที่สุดในผู้สูงอายุ คือ ไหมขัดฟันร้อยละ 9.2
สรุปและข้อเสนอแนะ
บุคลากรทางด้านทันตสาธารณสุขควรนำโปรแกรมที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ประยุกต์ใช้ในการจัด
กิจกรรมในการออกชุมชนทุกกลุ่มวัย และในตารางการสอนของโรงเรียนผู้สูงอายุ

