Page 892 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 892
W32
วิธีการศึกษา
ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยมีกลุ่ม
ตัวอย่างคือทีมสหสาขาวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
โรงพยาบาลมุกดาหาร จำนวน 55 คน อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ เขตอำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จำนวน
63 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการภายใน 3 – 4.5 ชั่วโมง ที่เข้ารับบริการที่งานอุบัติเหตุและ
ฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G* power ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 54 ราย รวม
ทดแทนการสูญหายในระหว่างที่ศึกษา ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้หลัก
ความไม่น่าจะเป็น (Non-probability sample) เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling)
ใช้สถิติเชิงบรรยายเพื่อนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
ข้อมูลกลุ่มตัวอย่างนำเสนอด้วยค่าการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโดยใช้สถิติ การแจก
แจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired T test
ผลการศึกษา
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร
ตารางที่ 1 แสดง ร้อยละการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร
ผลลัพธ์ (ร้อยละ)
หัวข้อ
ก่อนพัฒนา หลังพัฒนา
1. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันได้รับการรักษา 75.92 79.17
ด้วยยาละลายลิ่มเลือด rt – PA ภายใน 60 นาที ( ̅ 56.81, SD 10.59) ( ̅ 2.63, SD 8.52)
(Door to needle time)
2. ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนหลังได้รับยาละลายลิ่มเลือด 45.37 41.67
rt – PA
3. การจำหน่ายผู้ป่วยจากห้องฉุกเฉินหลังได้รับการ 76.74 82.67
รักษาพยาบาล (Door to Admit / OR / Refer) ( ̅ 76.44, SD16.87) ( ̅ 73.88, SD16.64)
ภายใน 90 นาที
ตารางที่ 2 แสดงร้อยละการปฏิบัติตามรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ของทีมสหสาขาวิชาชีพ
การปฏิบัติตามรูปแบบการดูแลผู้ป่วย ผลลัพธ์ (ร้อยละ)
ก่อนพัฒนา หลังพัฒนา
1. ด้านความถูกต้อง 85.45 92.73
2. ด้านความครบถ้วน 83.64 92.73
3. ด้านความทันเวลา 81.82 87.27

