Page 327 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 327
F18
ผลของการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดระยะแรก
ร่วมกับการกดมดลูกส่วนล่าง และการคลึงด้วยประคบเย็นในมารดาที่มารับบริการคลอด
โรงพยาบาลระแงะ
นางกาญจนา บัวหอม, นางสาวฮูไดบะห์ สาและ นางสาวรอบีอาห์ นาวะกานิง
โรงพยาบาลระแงะ จังหวัดนราธิวาส เขตสุขภาพที่ 12
ประเภท วิชาการ
ความสำคัญของปัญหาวิจัย
ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของมารดา ในปี 2560 องค์การอนามัยโลกพบว่า
มีอัตราส่วนการตายมารดาในประเทศอาเซียนเฉลี่ยเท่ากับ 152 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน สำหรับประเทศไทย
สถานการณ์การตายของมารดา ในปี พ.ศ 2563-2565 อยู่ที่ 22.9, 39.0 และ 25.6 ราย ตามลำดับ
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าอัตราการเสียชีวิตของมารดาไม่เกิน 17 ต่อการเกิดมีชีพแสนราย
และเขตบริการสุขภาพที่มีอัตราส่วนการตายมารดาสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 12 ร้อยละ 72.6,
เขตสุขภาพที่ 6 ร้อยละ 52.6, และ เขตสุขภาพที่ 9 ร้อยละ 39.3 ตามลำดับ (กระทรวงสาธารณสุข, 2565)
จากการดำเนินงานของห้องคลอด โรงพยาบาลระแงะ ปีงบประมาณ 2562 ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ
เรื่องผลของการกดมดลูกส่วนล่างร่วมกับการคลึงมดลูกด้วยประคบเย็นต่อภาวะตกเลือดหลังคลอดระยะแรก
ในผู้คลอดปกติ ผลของการศึกษาพบว่า สามารถลดปริมาณการสูญเสียเลือดในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
ในผู้คลอดปกติได้จริง แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปกลับมียอดของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดระยะ
2 ชั่วโมงแรกอีกครั้ง ปีงบประมาณ 2564 - 2566 พบภาวะตกเลือดหลังคลอด คิดเป็น ร้อยละ 0.37, 0.4 และ
0.97 ตามลำดับ จากการทบทวนเชิงระบบและวิเคราะห์การใช้แนวทางปฏิบัติเดิม พบว่ายังมีจุดบกพร่อง
4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) รูปแบบการประเมินความเสี่ยงไม่ครอบคลุม 2) เทคนิคการกดมดลูกไม่เป็นรูปแบบ
เดียวกัน 3) กำหนดการวัดปริมาณการเสียเลือดไม่ชัดเจน และ ) ใช้ลูกประคบสมุนไพรในการคลึงมดลูก
ซึ่งรักษาความเย็นได้ไม่นาน งานห้องคลอดจึงได้พัฒนาต่อในการดูแลให้ครอบคลุม ตั้งแต่การดูแลแรกรับ
เริ่มจากการคัดกรอง การประเมินความเสี่ยง การดูแลเพื่อป้องกันการตกเลือดในระยะคลอด และหลังคลอด
โดยการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดระยะแรกร่วมกับการกดมดลูกส่วนล่าง และการคลึง
ด้วยประคบเย็นในมารดาที่มารับบริการคลอด โรงพยาบาลระแงะ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับพยาบาล
เพิ่มประสิทธิภาพการประเมินและวินิจฉัย ป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะตกเลือดหลังคลอดระยะแรกได้ครอบคลุม
ถูกต้อง และประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
วัตถุประสงค์การศึกษา
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการคัดกรอง การประเมินภาวะเสี่ยง และการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด
ระยะแรก
2. เพื่อเปรียบเทียบปริมาณเลือดทั้งหมดที่สูญเสีย ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม

