Page 42 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 42

A11

                         การวิจัยนี้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์ของโรงพยาบาลพะเยา
                  เลขที่โครงการวิจัย 67-02-25 เอกสารรับรอง COA No.281 วันที่ 2 ธันวาคม 2567

                  การวิเคราะห์ข้อมูล
                         วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างด้วยการแจกแจง ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (mean)
                  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard Deviation, SD) และเปรียบเทียบกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาล
                  ในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงแบบใหม่ กับกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติเดิม

                  โดยใช้ t-test (independent unpaired)  และ Chi square test ตามลักษณะของข้อมูล (category or continuous data)
                  โดยกำหนดระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ น้อยกว่า 0.05 (p < 0.05) วิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการนำแนวปฏิบัติ
                  ทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง โดยการหาค่าเฉลี่ย (mean)

                  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation, SD)
                  ผลการศึกษา

                         พบว่าข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 64 ราย เป็นกลุ่มควบคุม 32 ราย มีค่าอายุเฉลี่ย 23.59 เดือน
                  เป็นเพศชาย 43.78 % เพศหญิง 56.22 % น้ำหนักเฉลี่ย 10.43 กิโลกรัม ส่วนสูงเฉลี่ย 83.34 เซนติเมตร
                  กลุ่มทดลอง 32 ราย ค่าอายุเฉลี่ย 22.71 เดือน เป็นเพศชาย 46.87 % เพศหญิง 53.13 % น้ำหนักเฉลี่ย 10.99 กิโลกรัม

                  ส่วนสูงเฉลี่ย 81.22 เซนติเมตร ทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ เมื่อจำแนกโรคตามการตรวจเพื่อวินิจฉัย
                  พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001) โดยกลุ่มควบคุมพบกลุ่มโรคหัวใจชนิด ASD
                  37.50 %, VSD 21.88 %, PDA 9.38 %, Kawasaki disease18.74 % ขณะที่ในกลุ่มทดลองพบ ASD 40.62 %,
                  VSD 3.13 %, PDA 3.13 %, Kawasaki disease 25.00 % เปรียบเทียบความสำเร็จในการตรวจพบว่ากลุ่มควบคุม

                  ใช้ระยะเวลาตรวจเฉลี่ย 87.50 นาที กลุ่มทดลองเฉลี่ย 54.22 นาที อัตราการใช้ยาคลอรอลไฮเดรตในกลุ่มควบคุม
                  พบว่า มีการใช้ยา 46.88 % พบผลข้างเคียงหลังการตรวจ 55.33 % ในขณะที่กลุ่มทดลองไม่พบอาการข้างเคียง
                  เนื่องจากไม่มีการใช้ยาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ความพึงพอใจของผู้ดูแล
                  ในกลุ่มทดลองได้ 97.41%

                  อภิปรายผล
                         จากผลการศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการตรวจหัวใจ

                  ด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงแบบใหม่ ในการศึกษาครั้งนี้พบว่ากลุ่มทดลอง 32 ราย มีระยะเวลาในการตรวจ
                  การใช้ยาคลอรอลไฮเดรตลดลง สอดคล้องกับการศึกษาของวิภาวิน วัฒนะประกอบชัย และคณะ ปี 2558
                  ที่ศึกษาผลของรูปแบบการส่งเสริมความร่วมมือในการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านผนังทรวงอก

                  ในผู้ป่วยเด็กอายุ 6 เดือน – 3 ปีต่อการใช้ยาคลอรอลไฮเดรต พบว่า ในกลุ่มทดลองมีอัตราการใช้ยาลดลง
                  จาก 50 % เป็น 2.9 % และมีระยะเวลารวมในการตรวจน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับแนวปฏิบัติ
                  ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้กระบวนการพยายาลร่วมกับการใช้ 7 Aspects of Care  ที่ประกอบด้วย
                         1) การประเมินผู้ป่วย

                         2) การจัดการอาการรบกวนต่างๆ
                         3) การดูแลความปลอดภัย
                         4) การป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษาพยาบาล

                         5) การให้การดูแลต่อเนื่อง
                         6) การสนับสนุนการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วย / ผู้ใช้บริการและครอบครัว
                         7) การสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ป่วย / ผู้ใช้บริการ
   37   38   39   40   41   42   43   44   45   46   47