Page 622 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 622
N1
พิชิต UTIs ตัวร้ายกับนักฆ่านามว่า AMIKACIN
เภสัชกรหญิงศิโรรัตน์ บรรเลง และนายแพทย์วรากร คำน้อย
โรงพยาบาลท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เขตสุขภาพที่ 4
ประเภท วิชาการ
ความสำคัญของปัญหาวิจัย
การดื้อยาต้านจุลชีพถือว่าเป็นปัญหาที่แพร่กระจายในวงกว้างของประเทศไทย โดยปัจจัยหนึ่งเกิดจาก
การเลือกใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่สมเหตุผล จึงทำให้เกิดอัตราการดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มมากขึ้น โรงพยาบาลท่าหลวง
จังหวัดลพบุรีเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กขนาด 30 เตียง โดยพบว่าโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
(Urinary Tract Infections: UTIs) เป็นโรคติดเชื้อ 1 ใน 3 โรคที่พบมากที่สุดในโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาล
มีการเก็บปัสสาวะตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (Urine Culture) เพื่อตรวจสอบเชื้อก่อโรคและความไว
ต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อ ซึ่งเป็นการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกโรงพยาบาลโดยจะมีการรายงานข้อมูล
antibiogram ในทุก ๆ ปีให้กับโรงพยาบาลที่ส่งตรวจ แต่โรงพยาบาลท่าหลวงยังไม่มีการนำข้อมูล antibiogram
ดังกล่าวมาพัฒนาจัดทำเป็นแนวทางการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพของโรงพยาบาลและไม่ได้มีการกำหนดยาที่ใช้เป็น
ทางเลือกแรกในการรักษาการติดเชื้อของผู้ป่วยที่ยังไม่ทราบชนิดเชื้อก่อโรคและการตอบสนองต่อยาที่ใช้รักษา
(Empirical therapy) ของโรงพยาบาล จึงทำให้ส่งผลต่อการเลือกใช้ยาต้านจุลชีพโดยพบว่ายาต้านจุลชีพ
ที่แพทย์มักสั่งใช้มีการครอบคลุมเชื้อที่กว้างเกินไปและยาบางชนิดเป็นยาที่ไม่มีในบัญชีของโรงพยาบาลจึงทำให้
ต้องมีการเบิกใช้ยาจากโรงพยาบาลข้างเคียงที่เป็นแม่ข่าย อีกทั้งเมื่อได้ทบทวนยาที่แพทย์สั่งใช้พบว่าส่วนใหญ่
ยาต้านจุลชีพที่ใช้นั้นเป็นยาที่ไม่มีความไวต่อเชื้อก่อโรคอีกด้วย โรงพยาบาลท่าหลวง จังหวัดลพบุรียังไม่มี
แนวทางการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพที่ชัดเจนและบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงเชื้อก่อโรคที่เป็น
เชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล ผู้ศึกษาจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำข้อมูลทางห้องปฏิบัติการมาพัฒนาเป็น
แนวทางการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพโดยกำหนดยาต้านจุลชีพที่เป็นทางเลือกแรกในการรักษาให้เกิดความสมเหตุผล
และพัฒนาเป็นแนวทางการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพที่ชัดเจนมากขึ้นโดยเริ่มพัฒนาระบบการสั่งใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วย
โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะทั้งผู้ป่วยในที่นอนโรงพยาบาล (IPD) และผู้ป่วยนอกที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาล
(OPD)
วัตถุประสงค์การศึกษา
1. เพื่อพัฒนาแนวทางในการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพให้เกิดความสมเหตุสมผลและส่งเสริมให้เกิดการทำงาน
ร่วมกันของสหวิชาชีพและผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
วิธีการศึกษา
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาระบบการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพในผู้ป่วยโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
(UTIs) ซึ่งเป็นการพัฒนาแนวทางการใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมโดยกำหนดยาต้านจุลชีพที่เป็นทางเลือกแรก
ในการรักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTIs) โดยได้รวบรวมข้อมูล antibiogram ของโรงพยาบาล
มาสรุปเป็นเชื้อดื้อยาส่วนใหญ่ที่พบ ผลความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อในการส่งตรวจ
urine culture ของผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ที่นอนโรงพยาบาลท่าหลวง
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์
เกี่ยวกับความสอดคล้องของยาที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับกับผลความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อ
ความเหมาะสมในการเลือกใช้ยา เพื่อนำมาประกอบในการพัฒนาแนวทางการสั่งใช้ยาต้าน
จุลชีพให้เกิดความสมเหตุผลและลดอัตราการเกิดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล

