Page 805 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 805
Q38
4.2 ผลลัพธ์ของระบบการดูแลแบบครบวงจร ภายหลังการใช้ระบบการดูแลแบบครบวงจร พบการ
เปลี่ยนแปลง ดังนี้ 1) อัตราการเข้าถึงบริการคัดกรองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.6 เป็นร้อยละ 85.4 ในกลุ่ม
ประชากรทั่วไป (p<0.001) และเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่ม PLHIV (ร้อยละ 95.3) และบุคลากร
สาธารณสุข (ร้อยละ 98.1) 2) อัตราการเข้าถึงการรักษาในผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65.3
เป็นร้อยละ 94.1 (p<0.001) 3) ระยะเวลารอคอยการส่งต่อลดลงจากเฉลี่ย 32 วัน เป็น 7 วัน (p<0.001) และ
4) อัตราการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78.6 เป็นร้อยละ 95.2 ในผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
และจากร้อยละ 85.4 เป็นร้อยละ 97.3 ในผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (p<0.001)
4.3 ผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่าผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีอัตราการตอบสนองแบบยั่งยืน (SVR12)
เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 92.5 เป็นร้อยละ 98.1 (p<0.05) และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีอัตราการกดไวรัสได้ดี
(HBV DNA <2,000 IU/mL) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 86.3 เป็นร้อยละ 95.2 (p<0.05)
4.4 ความพึงพอใจต่อระบบบริการเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มผู้รับบริการ (จาก 3.56 เป็น 4.58 คะแนน)
และผู้ให้บริการ (จาก 3.21 เป็น 4.32 คะแนน) (p<0.001)
อภิปรายผล
การพัฒนาระบบการดูแลแบบครบวงจรในเครือข่ายจังหวัดสกลนครส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติของการดูแลผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ อัตราการเข้าถึงบริการคัดกรองเพิ่มขึ้นอย่าง
ก้าวกระโดดจากร้อยละ 28.6 เป็นร้อยละ 85.4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและบุคลากรสาธารณสุข
ซึ่งบรรลุอัตราการคัดกรองสูงถึงร้อยละ 95.3 และ 98.1 ตามลำดับ ผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อค้นพบ
ของ Zhou และคณะ (2022) ที่ชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานระหว่างการคัดกรองเชิงรุกและระบบฐานข้อมูล
ที่มีประสิทธิภาพสามารถยกระดับอัตราการคัดกรองได้อย่างมีนัยสำคัญ
ระบบสารสนเทศเครือข่ายไวรัสตับอักเสบสกลนคร (SN-VHN) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนการสื่อสารผ่าน
Line Group แบบเดิม ได้แสดงศักยภาพในการลดระยะเวลารอคอยการส่งต่อจาก 32 วัน เหลือเพียง 7 วัน
พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการเข้าถึงการรักษาจากร้อยละ 65.3 เป็นร้อยละ 94.1 สอดคล้องกับแนวคิดของ
Damschroder และคณะ (2019) ที่เน้นย้ำความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ออกแบบเฉพาะทางในการยกระดับ
ประสิทธิภาพของกระบวนการส่งต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
การบูรณาการระบบติดตามที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและการสนับสนุนทางสังคมส่งผลให้อัตรา
การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเป็นร้อยละ 95.2 และ 97.3 ในผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี
ตามลำดับ ซึ่งส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีอัตราการตอบสนองแบบยั่งยืน
และอัตราการกดไวรัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Li et al., 2023; Wallace et al., 2020)
กุญแจสู่ความสำเร็จของโครงการนี้ประกอบด้วยการต่อยอดจากรากฐานเดิม การมีส่วนร่วมของ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ และการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากผู้บริหารทุกระดับ สะท้อนถึง
แนวคิดการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นการบูรณาการและการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

