Page 927 - TM_ปก E-Book SP Sharing 2025
P. 927
T32
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางที่มีภาวะพึ่งพิง
ในสถานชีวาภิบาลพุทธบุตรสวนเวฬุวัน อุดรธานี
นางรุ่งฤดี อธิชโย
โรงพยาบาลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เขตสุขภาพที่ 8
ประเภท นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์
1. ความส าคัญของปัญหา
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
ครอบครัวไทยจากครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือครอบครัวแหว่งกลาง ทำให้ศักยภาพในการดูแล
ผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่บ้านลดลง ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางที่มีภาวะพึ่งพิงได้ ทั้งผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน
ติดเตียง ผู้ที่มีภาวะทุพพลภาพ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย และผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะยาว
รวมถึงพระภิกษุอาพาธไม่สามารดูแลตนเอง ที่ไม่ต้องการสละเพศบรรพชิต แต่ไม่มีผู้ดูแล หรือผู้ดูแลไม่มีความพร้อม เพิ่ม
มากขึ้น สถานชีวาภิบาลจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญสำหรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่พบว่าสถานชีวาภิบาลแต่
ละแห่งที่ตั้งขึ้นใหม่ในปัจจุบัน มีรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่
ซึ่งไม่สามารถนำรูปแบบการให้บริการของแต่ละแห่งมาใช้ด้วยกันได้
สถานชีวาภิบาลและกุฏิชีวาภิบาลพุทธบุตรสวนเวฬุวัน อุดรธานี เป็นสถานชีวาภิบาลในชุมชนแห่งแรก
ของจังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหน่วยบริการ ที่
รับการส่งต่อเฉพาะด้านสถานชีวาภิบาล ประเภทรับไว้ค้างคืน ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ปัจจุบันสามารถรับ
ผู้ป่วยเข้าพักในสถานชีวาภิบาลและกุฏิชีวาภิบาลได้ 25 ราย แต่ยังขาดแนวทางการให้บริการที่ชัดเจน รวมถึง
การขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วย และผู้ดูแลขาดความรู้และทักษะที่จำเป็น
ซึ่งอาจนำไปสู่การดูแลที่ไม่เหมาะสมและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนั้นการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วย
กลุ่มเปราะบางที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานชีวาภิบาลให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม
ท้องถิ่นจนสามารถเป็นที่พึ่งของพระสงฆ์อาพาธ และประชาชนได้อย่างยั่งยืน จึงมีความจำเป็น
2. วัตถุประสงค์การศึกษา
2.1 เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานชีวาภิบาล
พุทธบุตรสวนเวฬุวัน อุดรธานี
2.2 เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลแบบองค์รวมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มนี้
2.3 เพื่อประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น
3. วิธีการศึกษา
เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1: การศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการ
- การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ พระผู้เป็นประธานสงฆ์

