Page 295 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 295
F20
วิธีการศึกษา
เป็นการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence base practice) โดยประยุกต์ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์
ของ Soukup model ประกอบด้วย 1) ระยะที่1การค้นหาปัญหาทางคลินิก 2) ระยะที่ 2 ค้นหาหลักฐาน
เชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องตั้งคำถามรูปแบบ PICO การสืบค้นหลักฐานจำนวนงานวิจัยที่ได้สืบค้นและทบทวน
จำนวน 22 เรื่อง (ต่างประเทศ 6 ไทย 16) การจัดระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานตามเกณฑ์ของ JBI, 2014
ดังนี้ ระดับ 1b จำนวน 1 เรื่อง ระดับ 2a จำนวน 5 เรื่อง, ระดับ 2d จำนวน 2 เรื่อง, ระดับ 3a จำนวน 4 เรื่อง,
ระดับ 3b จำนวน 1 เรื่อง, ระดับ 3c จำนวน 2 เรื่อง และระดับ 4a จำนวน 6 เรื่อง นำผลการสกัดมาประเมิน
ความเหมาะสมและสร้างแนวปฏิบัติ 1) แบบการคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์
35 ข้อ 2) แบบสอบถามข้อมูลของหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด 3) แบบประเมินพฤติกรรม
การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ ก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติ มีจำนวน
2 ด้าน 3.1) ด้านโภชนาการและยา มีจำนวน 3 ข้อ 3.2) ด้านกิจกรรมชีวิตประจำวันและการพักผ่อน
มีจำนวน 5 ข้อ 4)ปัจจัยเสี่ยงและโอกาสเกิดการคลอดก่อนกำหนดสำหรับผู้ให้บริการ 5) แผ่นพับคำแนะนำ
เรื่องการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน
ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) แบบประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติแลประเมินเนื้อหาของแผ่นพับคำแนะนำ
ในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด CVI=1.00 และ 0.98 3) ระยะที่ 3 พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล
และการนำไปทดลองใช้โดยนำแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นไปประชุมชี้แจงกับพยาบาลวิชาชีพดูแลหญิงตั้งครรภ์
จำนวน 5 คน เดือนสิงหาคม 2566 นำแนวปฏิบัติไปใช้กับกลุ่มหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 20-28 สัปดาห์
ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดจำนวน 30 ราย ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินงาน คือ 3.1) ประเมินปัจจัยเสี่ยง
ต่อการคลอดก่อนกำหนดหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 20-28 สัปดาห์ทุกราย 3.2) หญิงตั้งครรภ์ที่มี
ปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดอย่างน้อย 1 ข้อเข้าร่วมวิจัย ดำเนินการ 3.2.1) สอบถามข้อมูลทั่วไป
หญิงตั้งครรภ์ 3.2.2) แจ้งปัจจัยเสี่ยงแก่หญิงตั้งครรภ์และโอกาสเกิดการคลอดก่อนกำหนด 3.2.3) ประเมิน
พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ ก่อนใช้แนวปฏิบัติ
3.2.4) ให้คำแนะนำตามแผ่นพับการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด 3.2.5) ติดตามพฤติกรรมการป้องกัน
การคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์ หลังใช้แนวปฏิบัติ 4 ครั้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัปดาห์ที่ 1 ทางโทรศัพท์
สัปดาห์ที่ 2 การเยี่ยมบ้าน สัปดาห์ที่ 3 ทางโทรศัพท์ สัปดาห์ที่ 4 ทางโทรศัพท์ 3.3) ให้พยาบาลงานฝากครรภ์
นำแนวปฏิบัติไปใช้และประเมินผลโดยแสดงความคิดเห็นการนำแนวปฏิบัติไปใช้ 3.4) ประเมินผลการทดลอง
ใช้แนวปฏิบัติ ปรับปรุงแนวปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเพื่อนำไปใช้ 4) ระยะที่ 4 นำแนวปฏิบัติการพยาบาลที่ปรับปรุง
แล้วไปใช้จริงในงานฝากครรภ์ของโรงพยาบาล ในปี 2567 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากความคิดเห็นของพยาบาลเกี่ยวกับ
การนำแนวปฏิบัติไปใช้แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดของหญิงตั้งครรภ์
ก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย 1) ความคิดเห็นของพยาบาลในการนำแนว
ไปปฏิบัติไปใช้ 2) หญิงตั้งครรภ์ที่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดหลังติดตาม
3) การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด 4) การคลอดก่อนกำหนดงานวิจัยผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ
พิจารณาจริยธรรมการศึกษาวิจัยในมนุษย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสกลนคร เลขที่ SKN REC 2023 - 039

