Page 517 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 517

K42

                  ก่อนการให้ความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < 0.05 2) ประสิทธิผลด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ

                  ตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนการให้ความรู้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในปานกลาง
                  (X= 68.50, SD= 0.82) หลังการให้ความรู้ผู้ป่วยมีพฤติกรรม การดูแลสุขภาพตนเองอยู่ในระดับระดับมาก

                  (X= 82.50, SD=0.69) เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ย พบว่าพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองสูงกว่า

                  ก่อนการให้ความรู้  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < 0.05  3) ประสิทธิผลด้านผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่
                  น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิต ไขมันแอลดีแอล อัตราการกรองของไต (eGFR) ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม

                  (HbA1c)  มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถ

                  เข้าสู่ระยะสงบได้ ร้อยละ 21.66 ( 13 ราย ที่สามารถหยุดยาเบาหวาน 3 เดือนขึ้นไป) มีผู้ป่วยเบาหวาน
                  ที่ได้ปรับลดยา จำนวน 20 ราย (ร้อยละ 33.33) และที่ต้องเพิ่มยาเบาหวานเมื่อสิ้นสุดการติดตามจำนวน 6 ราย

                  กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรมมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมที่ได้รับอยู่ในระดับดีมากร้อยละ 92.02

                   อภิปรายผล

                         ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผลของโปรแกรมพัฒนาความรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
                  แบบเข้มข้นเพื่อเข้าสู่เบาหวานระยะสงบในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้

                  พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย และผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิต
                  ไขมันแอลดีแอล อัตราการกรองของไต (eGFR) ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) มีความแตกต่างกัน

                  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่หลังจัดกิจกรรมมีค่าคะแนนเฉลี่ยดีกว่าก่อนการทดลอง

                  กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรมมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมที่ได้รับอยู่ในระดับดีมาก  อธิบายได้ว่า โปรแกรม
                  พัฒนาความรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบเข้มข้นเพื่อเข้าสู่เบาหวานระยะสงบในผู้ป่วย

                  โรคเบาหวาน ที่ได้พัฒนาขึ้นนี้สามารถ ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานมีการจัดการตนเองในการควบคุมโรคได้

                   โดยมีรูปแบบบริการการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพโรงพยาบาลสมเด็จกับโรงพยาบาลส่งเสริม
                  สุขภาพตำบลในเครือข่ายและเทศบาล การมีส่วนร่วมของ อสม. และครอบครัวผู้ป่วย มีการใช้สื่อการสอนหลาย

                  ชนิดที่สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นภาพใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริง

                  ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังมีการการติดตามระดับน้ำตาลในเลือด
                  อย่างใกล้ชิด มีการปรับยาเมื่อเริ่มปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอย่างเข้มงวด พบว่าทำให้ผู้ป่วยสามารถ

                  หยุดยาจนเข้าสู่ระยะสงบได้

                  ข้อเสนอแนะ

                           การนำรูปแบบการศึกษานี้ไปใช้ ควรพิจารณาให้เข้ากับบริบทของโรงพยาบาล และผู้ป่วยแต่ละราย
                  โดยเฉพาะในเรื่องการเลือกใช้สูตรอาหารที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต ฐานะ เศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านสุขภาพ

                  ของผู้ป่วย ให้ปรับลดปริมาณอาหารลง โดยยังมีสารอาหารหลักครบถ้วน โรคเบาหวานระยะสงบอาจเป็นมิติ

                  ใหม่และสิ่งท้าทายในการจัดการโรคเบาหวาน สถานพยาบาลแต่ละแห่ง สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้น
                  โดยจัดการคัดกรองอย่างเป็นระบบ มีคลินิกที่จัดตั้งขึ้นเพื่อนำผู้ที่เป็นผู้ป่วยรายใหม่เข้ามาดูแล
   512   513   514   515   516   517   518   519   520   521   522