Page 520 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 520
K45
ผลการศึกษาด้านการรับรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พบว่าการประเมินการรับรู้ประโยชน์ อุปสรรค
และความสามารถของการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยก่อนการ
ใช้โปรแกรมอยู่ที่ 13.68 (SD=2.44) และหลังการใช้โปรแกรมมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 19.80 (SD=3.03)
คิดเป็นค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น (Mean difference) เท่ากับ 6.12 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรม SERM Model สามารถ
เพิ่มระดับการรับรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงได้
ผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบพบว่า กลุ่มเปรียบเทียบ
มีค่าเฉลี่ยการรับรู้ประโยชน์ อุปสรรคและความสามารถของการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพอยู่ที่ 14.70
(SD=2.56) และมีค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น (Mean difference) เท่ากับ 5.10 ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มทดลองที่มีค่าเฉลี่ย
เพิ่มขึ้นถึง 6.12 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรม SERM Model มีประสิทธิผลในการเพิ่มการรับรู้และความสามารถ
ในการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าการดูแลตามปกติ
อภิปรายผล
การประเมินการรับรู้ประโยชน์ อุปสรรคและความสามารถของการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย
ความดันโลหิตสูงกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยก่อนการใช้โปรแกรมอยู่ที่ 13.68 (SD=2.44) และหลังการใช้โปรแกรม
มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 19.80 (SD=3.03) คิดเป็นค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น (Mean difference) เท่ากับ 6.12
โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อหลังการเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มตัวอย่างนั้น มีพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก
โรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับมากเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจเกิดจากการที่ผู้วิจัยเสริมพลัง โดยการติดตามเยี่ยมบ้าน
ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อเสริมแรงให้กำลังใจกลุ่มทดลองให้มีการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้อย่างต่อเนื่อง สอบถามปัญหา อุปสรรค ให้คำปรึกษา เปิดโอกาสให้
กลุ่มทดลอง ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการดูแลร่วมกัน เสริมความรู้เพิ่มเติม ประเมิน และร่วมวางแผนแก้ไข
การปฏิบัติในรายที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ยกย่องบุคคลต้นแบบ มอบรางวัลพร้อม
เกียรติบัตร กรณีที่ทำได้ถึงเป้าหมายเพื่อให้มีกำลังใจในการปรับพฤติกรรม ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าว
มีความสอดคล้องกับการศึกษาของ สุภัสสรา พิชญพงศ์โสภณ (2561) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษา
เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชากรกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงในเขตอำเภอเมือง
จังหวัดนครราชสีมา โดยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เรื่องความดันโลหิตสูง
การรับรู้โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง การคาดหวังในตนเองต่อการปฏิบัติตน เพื่อป้องกัน
การเกิดโรคความดันโลหิตสูง การรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติตนเพื่อ ป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและ
ความตั้งใจในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่า
กลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)
สรุปและข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาติดตามผลระยะยาว เพื่อประเมินความยั่งยืน
ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและผลลัพธ์ทางคลินิก ควรศึกษาผลของ SERM Model ต่อปัจจัยเสี่ยงและ
ผลลัพธ์ทางคลินิกอื่นๆ ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และควรพัฒนา
SERM Model ให้มีความเฉพาะเจาะจงกับบริบทและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่มากขึ้น

