Page 540 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 540
K65
เป็นกลุ่มที่เข้าร่วมสม่ำเสมอ (เข้าร่วมกิจกรรมร้อยละ 80) ได้แก่ สวมนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ 96 วันขึ้นไป
เดิน 7,000 ก้าวต่อวันขึ้นโดยติดตามจำนวนก้าวผ่านแพลตฟอร์ม ThaiSook และเข้าร่วมกิจกรรมดูคลิป
และตอบคำถามผ่านแอพพลิเคชั่น line 12 ครั้งขึ้นไป และกลุ่มเข้าร่วมไม่สม่ำเสมอ วิเคราะห์โดยใช้
paired t-tests กำหนดค่า P <0.05 มีนัยสำคัญทางสถิติ การวิจัยนี้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณา
จริยธรรมการวิจัยในคน
ผลการศึกษา
ผู้สูงอายุ 60-69 ปี 300 คน มีผู้ที่มีผลการตรวจภาวะสุขภาพและสมรรถภาพร่างกายทั้งก่อน
และหลังโปรแกรมจำนวน 228 คน (76%) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (74%) มีค่าเฉลี่ย อายุ 64+2.5 ปี
จำนวนก้าวต่อวัน 9,134+5,532 ก้าว จำนวนวันที่ใส่นาฬิกา 100.2 วัน จำนวนครั้งที่เข้าร่วมกลุ่มฟังความรู้
การปฏิบัติตัวและตอบคำถาม 10.1 ครั้ง จำแนกตามความสม่ำเสมอของการเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่
กลุ่มที่เข้าร่วมไม่สม่ำเสมอ 136 คน (59.6%) และเข้าร่วมสม่ำเสมอ 92 คน (40.4%) ผลลัพธ์ด้านสุขภาพและ
สมรรถภาพทางกายเปรียบเทียบหลังจากเข้าโปรแกรมการเดินและให้ความรู้ 16 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่ม พบว่า
กลุ่มที่เข้าร่วมไม่สม่ำเสมอและสม่ำเสมอ พบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว (-0.86/-1.36 กก.), ดัชนีมวลกาย
2
(-0.35/-0.56 กก./ม. ), ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (+1.38/-1.87 มม.ปรอท), ระดับน้ำตาลสะสม
HbA1c (+0.16/+0.08) และการทำงานของไต eGFR (+0.98/+1.16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)
และพบว่ากลุ่มที่เข้าร่วมสม่ำเสมอ มีการลดลงของระดับคลอเรสเตอรอลรวม, ไตรกลีเซอไรด์ และแอลดี
แอลคลอเรสเตอรอลอย่างมีนัยสำคัญ สมรรถภาพทางกายเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ในกลุ่มเข้าร่วมสม่ำเสมอพบว่าผู้ที่เดิน 10,000 ก้าวขึ้นไปในต่อวันมีน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย แอลดีแอล
คลอเรสเตอรอลลดลงมากกว่า รวมถึงน้ำตาลสะสมเพิ่มขึ้นน้อยกว่าผู้ที่เดินได้ 7,000-9,999 ก้าวต่อวัน
อภิปรายผล
โปรแกรมการเดิน 16 สัปดาห์ โดยใช้นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ และการสร้างกลุ่มเพื่อนผ่านแอพพลิเคชั่น
line ทำได้ง่ายในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-69 ปี และหากมีการเข้าร่วมโปรแกรมสม่ำเสมอและก้าวเดินต่อวัน
7,000 ก้าวขึ้นไปทำให้ภาวะสุขภาพดีขึ้น
สรุปและข้อเสนอแนะ
การใช้เทคโนโลยี เช่น สมาร์ทวอทช์และแอปต่างๆทำให้มีการตรวจสอบตนเองอย่างต่อเนื่องและ
ส่งเสริมแรงจูงใจ ผ่านการตั้งเป้าหมายและการสนับสนุนทางสังคม สามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
สุขภาพ ลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ดังนั้นระบบบริการสุขภาพควรส่งเสริมการให้ความรู้
เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ (self-care) ส่งเสริมการออกกำลังกาย และก้าวเดินตั้งแต่ 7,000 ก้าวต่อวัน
เพิ่มสภาพแวดล้อมพื้นที่สาธารณะที่มีแรงจูงใจในการเพิ่มกิจกรรมทางกาย และสิ่งสำคัญควรให้ความรู้เกี่ยวกับ
การรับประทานอาหารที่เหมาะสม และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งอาหารสุขภาพได้ง่าย

