Page 640 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 640
O19
วิธีดำเนินการวิจัย
การศึกษานี้เป็น Prognostic factor research เก็บข้อมูลแบบ Retrospective cohort design
ศึกษาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางที่ได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพจากโรงพยาบาลพุทธชินราช
พิษณุโลก ในช่วงปี พ.ศ.2559 ถึง พ.ศ.2561 ติดตามการรักษา 6 เดือน หรือจนกระทั่งคะแนนความสามารถ
การทำกิจวัตรประจำวัน (Barthel Index, BI) = 20 คะแนน จำนวน 39 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้เตียงนอน
ที่บ้านชนิดเตียงนั่งเท้าถึงพื้น 13 คน และใช้เตียงสูงนั่งเท้าไม่ถึงพื้น 26 คน
กลุ่มตัวอย่างและสุ่มตัวอย่าง
ใช้ข้อมูลจากการศึกษาเบื้องต้น โดยใช้ตัวแปรระยะเวลาที่เดินได้กลุ่มเตียงนั่งเท้าถึงพื้นต่อเตียงสูง
นั่งเท้าไม่ถึงพื้นได้ Time ratio 2:10 เดือน ใช้คำสั่ง log rank test กำหนด alpha error = 0.05, power = 80%
คำนวณ 2 ทิศทาง Hazard ratio = 5 เท่า สัดส่วน 1:2 censor = 22.2% ดังนั้นการศึกษานี้ใช้ผู้ป่วยเตียงนั่ง
เท้าถึงพื้น 13 ราย เตียงสูงนั่งเท้าไม่ถึงพื้น 26 ราย สุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่ม
การวิเคราะห์ข้อมูล
เปรียบเทียบลักษณะทั่วไปและทางคลินิกระหว่าง 2 กลุ่ม โดยตัวแปรบอกลักษณะใช้
exact probability test ตัวแปรต่อเนื่องใช้ Wilcoxon ranksum test, independent t test เปรียบเทียบ
การเดินและการทำกิจวัตรประจำวัน ด้วย exact probability test, Wilcoxon rank-sum test
และ independent t-test วิเคราะห์การเดินได้และการทำกิจวัตรประจำวันด้วย risk ratio regression
และวิเคราะห์ระยะเวลาที่เดินได้และทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วย log rank test และนำเสนอด้วย
Kaplan-Meier estimates กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ระยะเวลาการวิจัย เดือนมกราคม 2566 – สิงหาคม 2566
ผลการศึกษา
ในการศึกษานี้ลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยกลุ่มเตียงนั่งเท้าถึงพื้นและกลุ่มเตียงสูงนั่งเท้าไม่ถึงพื้นไม่ต่างกัน
ตั้งแต่ต้น ได้แก่ เพศ อายุ อ่อนแรงมานาน โรคประจำตัว พยาธิสภาพ ข้างอ่อนแรง จำนวนรับบริการเฉลี่ย
โดยอายุเฉลี่ยคือ 60.5 ± 10.0 ปี และ 67.2 ± 15.3 ปี ตามลำดับ ค่ามัธยฐานอ่อนแรงมานาน 19 (11, 41)
และ 30 (19, 53) วัน ตามลำดับ ได้รับบริการกายภาพบำบัดเฉลี่ย 9.0 ± 3.4 และ 9.5 ± 3.7 ครั้ง ตามลำดับ
นอกจากนี้ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มไม่ต่างกัน ได้แก่ การควบคุมกล้ามเนื้อเหยียดเข่า
(knee control) และการเดิน แต่ค่ามัธยฐานคะแนน BI เริ่มต้นทั้งสองกลุ่มต่างกัน (p=0.004) โดยกลุ่มเตียง
นั่งเท้าถึงพื้นมีคะแนน BI มากกว่ากลุ่มเตียงสูงนั่งเท้าไม่ถึงพื้นคือ 9 (7, 10) และ 5 (1, 7) คะแนน ตามลำดับ
ผลเมื่อฟื้นฟูครบ 6 เดือน กลุ่มเตียงนั่งเท้าถึงพื้นเดินได้ร้อยละ 100 กลุ่มเตียงสูงนั่งเท้าไม่ถึงพื้นเดินได้
ร้อยละ 26.9 (p<0.001) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ตัดที่คะแนน BI ≥ 15) กลุ่มเตียงนั่งเท้า
ถึงพื้นทำได้ร้อยละ 92.3 กลุ่มเตียงสูงนั่งเท้าไม่ถึงพื้นทำได้ร้อยละ 26.9 (p<0.001) เมื่อควบคุมอิทธิพลตัวแปร
BI เริ่มต้นการใช้เตียงนั่งเท้าถึงพื้นที่บ้านมีโอกาสเดินได้และทำกิจวัตรประจำวันได้มากกว่ากลุ่มเตียงสูงนั่งเท้า
ไม่ถึงพื้น 2.92 เท่า (95%CI=1.46-5.83, p=0.002) และ 2.22 เท่า (95%CI=1.22-4.34, p=0.022) ครึ่งหนึ่ง

