Page 644 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 644
O23
ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) โดยก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เท่ากับ
8.80 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เท่ากับ 11.30 หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมี
คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทักษะ และความมั่นใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
ญาติผู้ดูแลสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดอัตราการกลับมารักษาซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ได้มีอุบัติการณ์ในการกลับมารักษาซ้ำจากภาวะปอดอักเสบในผู้ป่วย Home ventilator ที่บ้าน ภายใน
ระยะเวลา 1 เดือน ข้อค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมความมั่นใจที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิด IMB
Model มีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้และทักษะของญาติผู้ดูแล ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วย
Home Ventilator และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
อภิปรายผล
จากผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมส่งเสริมความมั่นใจของญาติผู้ดูแลช่วยเพิ่มความรู้ ทักษะ และความ
มั่นใจของกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีนัยสำคัญ การให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย Home Ventilator
ช่วยให้ญาติผู้ดูแลเข้าใจขั้นตอนการดูแลที่ถูกต้องและลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน การสร้าง
แรงจูงใจยังช่วยให้ญาติผู้ดูแลเกิดความมุ่งมั่นและตระหนักถึงบทบาทสำคัญของตนในการสนับสนุนผู้ป่วย
ซึ่งสามารถวางแผนการจำหน่ายได้ตั้งแต่ผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤต และสามารถทำได้ตั้งแต่ในหอผู้ป่วยวิกฤตใน
ระยะ step down
ผลการฝึกปฏิบัติพบว่าญาติผู้ดูแลสามารถดำเนินการดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวันได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติเป็นองค์ประกอบสำคัญของ
โปรแกรม นอกจากนี้ ผลการติดตามยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงในด้านความรู้และความมั่นใจคงอยู่ในระดับที่ดี
แม้หลังสิ้นสุดโปรแกรมไปแล้ว 2 สัปดาห์ ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิด Information-Motivation-
Behavioral Skill (IMB) Model ของ Fisher & Fisher (1992) ซึ่งเน้นว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืน
ขึ้นอยู่กับการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การสร้างแรงจูงใจที่เพียงพอ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น
สามารถวางแผนการดูแลผู้ป่วยโดยการฝึกญาติให้ดูแลผู้ป่วยที่มีแนวโน้มติดเตียง เพื่อให้ญาติได้ประเมินตนเอง
และฝึกทักษะต่างๆ ให้มีความมั่นใจมากขึ้น
สรุปและข้อเสนอแนะ
โรงพยาบาลควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความมั่นใจในรูปแบบที่ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน
และลักษณะผู้ป่วย ควรจัดทำคู่มือการดูแลผู้ป่วย Home Ventilator ที่เข้าใจง่ายสำหรับญาติผู้ดูแล
เพื่อช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ และเพิ่มการสนับสนุนผ่านเทคโนโลยี เช่น การให้คำปรึกษาออนไลน์หรือ
การฝึกปฏิบัติผ่านวิดีโอ
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต
ควรศึกษาผลกระทบของโปรแกรมในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้น และครอบคลุมพื้นที่ที่หลากหลาย
ควรเพิ่มตัวแปรที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเครียดของญาติผู้ดูแล หรือการสนับสนุนจากชุมชน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย
ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโปรแกรม ศึกษาความยั่งยืนของผลการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เช่น การติดตาม
ผลหลัง 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อประเมินความคงทนของความรู้และทักษะ

