Page 720 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 720
Q19
ผลการศึกษา
1. กลุ่มตัวอย่างมีความรู้หลังได้รับการให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง
(Central line) ผ่านเกณฑ์ 80 % อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. กลุ่มตัวอย่างมีทักษะในการดูแลผู้ป่วยใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Central line) ถูกต้อง
ผ่านเกณฑ์ที่ร้อยละ 80
3. อุบัติการณ์ การติดเชื้อจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง และการเลื่อนหลุดในเดือน
มีนาคม 2568 = 0
อภิปรายผล
จากการศึกษา พบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Central line)
ที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้หลังได้รับการให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยใส่สายสวนหลอดเลือดดำ
ส่วนกลาง (Central line) ผ่านเกณฑ์ 80 % อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างมีทักษะในการดูแล
ผู้ป่วยใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Central line) ถูกต้องผ่านเกณฑ์ที่ร้อยละ 80 และอุบัติการณ์ การติดเชื้อ
จากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง และการเลื่อนหลุดในเดือนมีนาคม 2568 = 0 ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก
ทีมวิจัยได้มีการวิเคราะห์ปัญหาจากหน้างาน ได้มีการจัดทำแนวทางอย่างเป็นระบบ และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานได้
ทดลองใช้และนำมาปรับปรุง จนสามารถนำแนวทางที่ได้มาพัฒนาเมื่อผู้ปฏิบัติมีความรู้และฝึกจนมีทักษะจึงทำให้
สามารถให้การดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุบัติการณ์ การติดเชื้อจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง
และการเลื่อนหลุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการศึกษาของจันทร ธูปบูชา (2563) เรื่อง การพัฒนา
รูปแบบการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เกี่ยวข้องกับการใส่คาสายสวน หลอดเลือดดำส่วนกลาง เป็นการวิจัย
เชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางและประเมิน
อัตราการติดเชื้อระหว่างเดือน มกราคม-ธันวาคม พ.ศ. 2561 ในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โดยระยะที่ 1
ศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายสวน หลอดเลือดดำส่วนกลางด้วยการสนทนากลุ่มกับพยาบาลและแพทย์
21 คน และทบทวนรายงานผู้ป่วย ระยะที่ 2 นำข้อสรุปจาก ระยะที่ 1 ร่วมกับหลักฐานเชิงประจักษ์จัดทำรูปแบบ
การป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เกี่ยวข้องกับการใส่คาสายสวนหลอด เลือดดำส่วนกลางสำหรับพยาบาล
ซึ่งผ่านความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ระยะที่ 3 นำรูปแบบฯ ไปใช้ในผู้ป่วย 63 คนในหอผู้ ป่วย 2 หอเป็น
ระยะเวลา 6 เดือน นำเสนอข้อมูลเป็นค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่ามัธยฐาน เปรียบเทียบข้อมูลระหว่างก่อนและ
หลัง การใช้รูปแบบฯ ด้วยการทดสอบ Mann-Whitney U, chi-square, Fisher’s exact และ exact probability
ซึ่งรูปแบบการป้องกันการติดเชื้อฯ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ก) การทำความสะอาดมือ ข) การทำแผล ค) การทำ
scrub the hub ง) การทำ push pause technique และ จ) การประเมินความจำเป็นของการคาสายสวนหลอด
เลือดดำฯ ซึ่งหลังใช้ รูปแบบฯ ไม่พบการติด เชื้อ พยาบาลพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบฯ ระดับมากและมากที่สุด
มากกว่าร้อยละ 80 นั่นคือ รูปแบบการป้องกันการติดเชื้อฯ ที่ พัฒนาขึ้นลดการติดเชื้อและสามารถใช้ใน
โรงพยาบาลได้ ควรศึกษาเพิ่มเติม ในกลุ่มผู้ป่วยที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำในระยะยาว

