Page 822 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 822
T49
เพื่อให้แผนการดูแลสามารถนำไปปฏิบัติจริงในระยะท้ายของชีวิต และพัฒนาต้นแบบการบูรณาการ
ที่สร้างความสมดุลในการดูแลแบบองค์รวม มีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาและขยายบริการการดูแล
แบบประคับประคองโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่
2. วัตถุประสงค์การศึกษา
เพื่อศึกษากระบวนการและปัญหาอุปสรรคต่อกระบวนการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
ในโรงพยาบาลและหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดนครศรีธรรมราช
3. วิธีการศึกษา
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยใช้วิธี Mixed methods
เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative approach) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative approach)
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การศึกษาในโรงพยาบาล การศึกษาเชิงพรรณนาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง
ที่ศึกษาผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้ป่วยระยะท้าย 60 รายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ทุกระดับ การศึกษาในหน่วยบริการปฐมภูมิ การศึกษาเชิงพรรณนา โดยสำรวจบทบาทการดูแลแบบ
ประคับประคอง กระบวนการ และอุปสรรค จากผู้รับผิดชอบงานการดูแลแบบประคับประคองในหน่วยบริการ
ปฐมภูมิจำนวน 33 คน
เครื่องมือวิจัย การศึกษาในโรงพยาบาลใช้เครื่องมือประเมินมาตรฐาน คือ แบบประเมินคุณภาพชีวิต
เพื่อวัดคุณภาพชีวิต และแบบประเมินอาการรบกวน เพื่อประเมินความรุนแรงของอาการ ส่วนการศึกษา
ในหน่วยบริการปฐมภูมิ ใช้แบบสอบถามวัดบทบาทการดูแลแบบประคับประคองจากผู้รับผิดชอบงานการดูแล
แบบประคับประคองในหน่วยบริการ 10 ด้าน และการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเพื่อสำรวจกระบวนการดูแล
และอุปสรรคในการดำเนินงาน
ผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบเครื่องมือ และนำเครื่องมือปรับตามข้อเสนอแนะก่อนนำไปใช้จริง คุณภาพ
เครื่องมือค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00 และความเที่ยงตรงภายใน โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์
ครอนบาคแอลฟาเท่ากับ 0.95
การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์เชิงปริมาณ สถิติเชิงพรรณนาสรุปคะแนนคุณภาพชีวิต อัตราความ
รุนแรงของอาการ และมาตรวัดการปฏิบัติตามบทบาท สถิติเชิงอนุมานเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างช่วงเวลา
โดยใช้ One Way Repeated Measures ANOVA การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ การวิเคราะห์เนื้อหาระบุประเด็น
ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดูแลและอุปสรรคในการดำเนินงาน ซึ่งจัดเป็นหมวดหมู่หลักและหมวดหมู่ย่อย
4. ผลการศึกษา
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยระยะท้ายที่ได้รับการดูแลในโรงพยาบาลมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยคะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจากแรกรับที่ 66.24 เป็น 80.20 ในวันจำหน่าย และจากการติดตามเยี่ยม
หลังจำหน่วยพบว่ามีคะแนนเพิ่ม 85.80 อาการรบกวนที่พบส่วนใหญ่ เช่น อาการปวด อ่อนเพลีย
และความวิตกกังวล ลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่อาการบางประการ เช่น คลื่นไส้ ซึมเศร้า และหายใจลำบาก
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการดูแลแบบประคับประคองต่อเนื่องในระดับปฐมภูมิ

