Page 821 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 821

T48

                      การพัฒนาระบบบริการการดูแลแบบประคับประคอง: ความก้าวหน้าและความท้าทาย

                                                    จังหวัดนครศรีธรรมราช



                                                              นางอรพรรณ คงศรีชาย และนางฐาจิรินทร์ เวชาสิริมาลย์
                                                         สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตสุขภาพที่ 11

                                                                                                              ประเภท วิชาการ


                  1. ความสำคัญของปัญหาวิจัย

                         การดูแลแบบประคับประคองได้รับการยอมรับเป็นประเด็นสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ โดยในปี 2557
                  สมัชชาอนามัยโลกได้ผ่านปฏิญญาเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกบูรณาการบริการนี้เข้ากับแผนสุขภาพแห่งชาติ

                  รายงานคณะกรรมาธิการ Lancet ปี 2560 ประมาณการว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั่วโลกประสบความทุกข์ทรมาน

                  จากโรคระยะท้าย โดย 80% อยู่ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ปฏิญญาอัสตานาปี 2561 ได้กำหนดให้การ
                  ดูแลแบบประคับประคองเป็นบริการพื้นฐานภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ความต้องการการดูแล

                  แบบประคับประคองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าภาระความทุกข์ทรมานจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า
                  ภายในปี 2643 โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม แม้จะมีการกล่าวถึง

                  ความจำเป็นทางจริยธรรมและเศรษฐกิจ แต่การพัฒนายังคงไม่สม่ำเสมอ ขาดการยอมรับ มีการลงทุนจำกัด

                  และหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ การสำรวจขององค์การอนามัยโลกปี 2558 พบว่า 37% ของประเทศ
                  มีนโยบายระดับชาติที่รวมการดูแลแบบประคับประคอง ส่วนการสำรวจปี 2560 พบว่า 68% ของประเทศ

                  มีเงินทุนสนับสนุน และประมาณ 1/3 มีบริการในสถานพยาบาลปฐมภูมิ (35%) และการดูแลที่บ้าน (37%)

                         ในประเทศไทย การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองเน้นกิจกรรม Family Meeting และการทำ
                  Advance Care Planning (ACP) ร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว จากข้อมูลปี 2565-2567 พบว่า การทำ ACP

                  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศ (56.62%, 52.59%, 67.54%) เขตสุขภาพที่ 11 (44.28%,
                  64.67%, 77.07%) และจังหวัดนครศรีธรรมราช (47.14%, 57.19%, 68.84%) สะท้อนถึงการพัฒนาเชิงระบบ

                  อย่างรวดเร็วและความสำเร็จของนโยบายเชิงรุก อย่างไรก็ตาม การดูแลต่อเนื่องที่บ้านยังเป็นความท้าทาย

                  โดยมีแนวโน้มลดลงในจังหวัดนครศรีธรรมราช (73.83%, 37.50%, 9.09%) ซึ่งสวนทางกับการเพิ่มขึ้น
                  ของการทำ ACP สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดทีมดูแลที่บ้าน หรือไม่มีระบบติดตามต่อเนื่องหลัง

                  วางแผน ACP การทำ ACP เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่มีระบบสนับสนุนการดูแลที่บ้านที่มีประสิทธิภาพ
                         องค์การอนามัยโลกเสนอกลยุทธ์การบูรณาการที่ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) นโยบายที่เอื้อต่อการ

                  ดำเนินงาน 2) ความพร้อมของยา โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่มฝิ่น 3) การศึกษาสำหรับผู้กำหนดนโยบาย บุคลากร

                  สุขภาพและประชาชน และ 4) การให้บริการในทุกระดับของระบบสุขภาพ การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จ
                  ต้องอาศัยการบูรณาการทุกภาคส่วน ตั้งแต่นโยบาย โครงสร้าง กระบวนการ และทรัพยากรที่สนับสนุน

                  การให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่าง ACP กับระบบการดูแลที่บ้านอย่างเป็นระบบ
   816   817   818   819   820   821   822   823   824   825   826