Page 848 - Best Practice Oral Presentation SP Sharing2025
P. 848
V9
อัตราการเกิดภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรค
หลังใช้แนวทางที่พัฒนาขึ้น พบว่า อัตราการเกิดภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรค ลดลงจากร้อยละ
19.23 เหลือร้อยละ 7.69 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยผู้ป่วยที่เกิดภาวะตับอักเสบทั้งหมด
อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และได้รับการตรวจพบความผิดปกติภายในสัปดาห์ที่ 4 ของการรักษา
ผลการเฝ้าระวังและติดตามผู้ป่วย
ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยได้รับการติดตามตามแนวทางที่กำหนดร้อยละ 92.31 ระยะเวลาที่ตรวจพบ
ความผิดปกติเร็วขึ้นจาก 5.2±1.3 สัปดาห์ เป็น 3.5±0.7 สัปดาห์หลังเริ่มยา ความรุนแรงของภาวะตับอักเสบ
อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (ระดับ 2-3) และไม่พบภาวะตับอักเสบรุนแรง (ระดับ 4)
อัตราความสำเร็จของการรักษาวัณโรค
ผลการวิจัย พบว่า อัตราความสำเร็จของการรักษาวัณโรค เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.08 เป็นร้อยละ
96.15 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ระยะเวลาการรักษาเฉลี่ย ลดลงจาก 201±28.3 วัน เป็น 195±22.4
วัน และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย ลดลงจากร้อยละ 11.54 เหลือร้อยละ 3.85
ความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยต่อแนวทางที่พัฒนาขึ้น
ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรทางการแพทย์มีความพึงพอใจในระดับมาก (คะแนนเฉลี่ย 4.38±0.48
จากคะแนนเต็ม 5) โดยพึงพอใจสูงสุดในด้านความชัดเจนของแนวทาง (4.52±0.41) และความสะดวกในการ
ปฏิบัติ (4.45±0.38) ส่วนผู้ป่วย พบว่า มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (คะแนนเฉลี่ย 4.65±0.37)
อภิปรายผล
การวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีในการลดการเกิดภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรค
(ลดลงจากร้อยละ 19.23 เหลือร้อยละ 7.69) พร้อมกับการตรวจพบความผิดปกติที่เร็วขึ้น (3.5 สัปดาห์
เทียบกับ 5.2 สัปดาห์) ซึ่งมีความสำคัญต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยในการศึกษานี้ไม่พบภาวะ
ตับอักเสบที่รุนแรง นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราความสำเร็จของการรักษาวัณโรคเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.08
เป็นร้อยละ 96.15 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข (ร้อยละ 88) สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการ
ภาวะตับอักเสบอย่างเป็นระบบส่งผลต่อความสำเร็จของการรักษาโดยรวม อีกทั้งยังพบว่า ความพึงพอใจ
ในระดับสูงทั้งจากบุคลากรและผู้ป่วย แสดงถึงการยอมรับและความเป็นไปได้ในการนำแนวทางไปใช้
อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างน้อย
และเป็นการศึกษาในโรงพยาบาลแห่งเดียว ทำให้อาจมีข้อจำกัดในการนำผลไปใช้กับประชากรในวงกว้าง
นอกจากนี้ ระยะเวลาในการติดตามผลค่อนข้างสั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการประเมินผลลัพธ์ในระยะยาว
สรุปและข้อเสนอแนะ
งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า แนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรค
ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลในการลดอัตราการเกิดภาวะตับอักเสบ ลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน
เพิ่มอัตราความสำเร็จของการรักษา ลดระยะเวลาการรักษา และลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย โดยได้รับ
ความพึงพอใจในระดับสูงทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ดังนั้น การนำแนวทางที่พัฒนาขึ้นไป

